วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

ทำอาหารกินเอง -- ไอศรีม

วันนี้อยากนำเสนอเมนูดับร้อนตอนปลายเดือนเมษา จากประสบการณ์แล้วอากาศยังคงร้อนไปอีกนานหลายเดือนเลย  ดังนั้น...เราต้องหาทางหาของกินเพื่อความเย็นท้องของเรากันค่ะ

ถ้าพูดถึงเมนูของหวานต้านทานอากาศร้อนอันเป็นที่นิยมทุกเพศทุกวัยคงต้องเลือก ไอศครีมหรือไอติมล่ะค่ะ ปกติเราคิดว่าการทำไอศครีมเป็นเรื่องยาก ไม่มีเครื่องปั่นไอศรีมไม่มีโน่นนี่นั่น แล้วก็อาจจะไม่อร่อยเหมือนอย่างที่ซื้อตามร้านทั่วๆไป แต่พอลองหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและได้ทดลองทำแล้ว ก็พบว่ามันไม่ยากเกินไปเลยค่ะ
ไอศครีมชาเขียวกับไอศครีมถั่วแดงไม่มีที่ตักไอศครีมก็เลยใช้ช้อนปั้นๆเอา

สำหรับสูตรไอศครีมที่ทำเองง่ายๆนี้ เป็นไอศครีมนม ทำโดยอาศัยการแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นแล้วหมั่นขูดเนื้อไอศรีมบ่อยๆก็จะทำให้ได้เนื้อไอศรีมที่เนียนขึ้น แต่อาจจะไม่ละเอียดเท่ากับใช้เครื่องค่ะ ก็ยังมีเป็นเกล็ดน้ำแข็งหยาบๆบ้าง
วันนี้เราทำ 3 สูตร คือไอศครีมถั่วแดง ไอศครีมชาเขียว และไอศครีมบลูเบอรี่ครีมชีส เราจะอธิบายแค่สูตรถั่วแดงกับบลูเบอรี่ครีมชีสนะคะ เวลาทำก็สามารถดัดแปลงเป็นไอศครีมอื่นๆได้เลยค่ะ
ไอศครีมถั่วแดงสังเกตได้ว่าเนื้อจะยังไม่ค่อยเนียนละเอียดนัก

 ส่วนประกอบไอศครีมถั่วแดง
1. นมสด  300 มิลลิลิตร
2. วิปครีม 250 มิลลิลิตร  (ถ้าชอบมันเข้มข้น ก็ใช้วิปครีมเท่ากับนมสดได้เลยค่ะ)
3. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย (ถ้าชอบหวานมากเพิ่มน้ำตาลได้อีกค่ะ)
4. เกลือนิดหน่อย
5. ไข่ไก่ 1 ฟอง
6. ถั่วแดงกวน 1 ถ้วย (ปรับปริมาณได้มากน้อยตามชอบ)
 
วิธีทำไอศครีมถั่วแดง
1. ตีไข่กับน้ำตาลทรายจนเนียนเข้ากันดี

2. เติมนมสด วิปครีม น้ำตาลทรายและเกลือลงไปคนให้เข้ากัน
3. ใส่ถั่วแดงกวนลงไป คนให้ถั่วแดงกระจายไม่เกาะกันเป็นก้อน
4. เทส่วนผสมใส่ภาชนะที่มีฝาปิดนำเข้าช่องแช่แข็ง
5.เมื่อครบ 2 ชม. นำไอศครีมออกมา ใช้ส้อมขูดเนื้อไอศครีมลากเป็นเส้นยาวๆ ขูดไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบทั่วทั้งกล่อง เสร็จแล้วปิดฝานำกลับเข้าช่องแช่แข็งเหมือนเดิม
6. ทำซ้ำแบบเดิม แต่คราวนี้ทำทุกๆ 1 หรือครึ่งชม. ทำสัก 3-4 รอบก็จะได้เนื้อไอศครีมที่เนียนละเอียดพร้อมรับประทานค่ะ

ถ้าจะทำไอศครีมชาเขียวก็แค่เปลี่ยนจากใส่ถั่วแดงเป็นใส่ผงชาเขียวแทนค่ะ ถ้าไม่มีแบบผงก็เอาใบชาชงในน้ำเปล่า(น้ำน้อยๆ)ก่อน

เราเห็นว่าไข่ไม่ได้ผ่านความร้อนก็เลยเอาส่วนผสมไปตั้งไฟอ่อนๆแป๊บนึงน่ะค่ะก่อนจะเติมวิปครีมลงไป อันที่จริงเคยเห็นบางสูตรก็จะเอาส่วนผสมตั้งไฟให้เป็นครีมก่อนแต่สูตรเหล่านั้นใช้เครื่องทำไอศครีม เราก็เลยยังไม่เคยทดลองกับกรณีแช่แข็งน่ะค่ะ
ไอศครีมบลูเบอรี่ครีมชีส

ส่วนประกอบไอศครีมบลูเบอรี่ครีมชีส
1. ครีมชีส  200 กรัม (วันนี้เราใช้โยเกิร์ตที่ทำขึ้นมาเอง เอามารีดน้ำออกจนข้นขึ้นกลายเป็นครีมค่ะ)
2. วิปครีม 150 มิลลิลิตร  (ถ้าชอบเปรี้ยวมากให้เพิ่มครีมชีส แต่ถ้าไม่ให้ลดปริมาณลงค่ะ)
3. นมข้นหวาน ครึ่งกระป๋อง
4. บลูเบอรี่ ครึ่งถ้วย
5. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ (ถ้าชอบให้แยมบลูเบอรี่หวานเพิ่มน้ำตาลได้ค่ะ)
6. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำไอศครีมบลูเบอรี่ครีมชีส
1. กวนแยมบลูเบอรี่ โดยใส่ บลูเบอรี่ น้ำตาล บี้ๆลูกบลูเบอรี่ให้แตกก็ดีค่ะ กวนไปจนส่วนผสมเริ่มเหนียวข้นปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็น
2. ตีครีมชีสให้ขึ้น จะเห็นว่าเนื้อเนียนดีแล้ว เติมนมข้นหวานกับวิปครีมลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากันดี
3. เทส่วนผสมเนื้อครีมลงในภาชนะครึ่งนึง ราดแยมบลูเบอรี่ลงไป แล้วราดเนื้อครีมทับด้านบนอีกครั้ง
4. ใช้ส้อมลากไปมา เพื่อให้เกิดลายสวยงาม เสร็จแล้วปิดฝานำเข้าช่องแช่แข็งเป็นอันเสร็จค่ะ ไอศครีมชนิดนี้ไม่ต้องขูดเพราะเนื้อจะไม่เกิดเกล็ดน้ำแข็งค่ะ

วันนี้เราเผลอนอนหลับไปนานก็เลยขูดไอศครีมช้าไป เริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งกันไปหมดแล้ว เนื้อที่ได้ก็เลยยังไม่เนียนเท่าไหร่ แต่รสชาติรับรองว่าอร่อยมาก หอมหวานมันเข้มข้นจริงๆค่ะ

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

ทำอาหารกินเอง -- ทับทิมกรอบ กร๊อบกรอบ

เดือนเมษาเข้าหน้าร้อนอย่างจริงจังแล้ว ช่วงนี้อากาศร้อนจัดๆทำให้ไม่อยากอาหาร เมนูขนมหวานน้ำผลไม้ปั่น จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยให้เราดำรงชีพได้ พูดซะเว่อร์เชียวเนาะ
ถึงฤดูร้อนจะมีข้อเสีย แต่ข้อดีของมันก็คือเป็นช่วงที่มีผลไม้ออกมาขายราคาถูกๆเยอะแยะเชียวค่ะ เราล่ะะชอบจริงๆ สำหรับเดือนนี้ต้องมะม่วงมันหวานๆกินกันจนพุงกาง

เข้าเรื่องดีกว่า เมนูของหวานที่อยากนำเสนอดับร้อนวันนี้คือ......ทับทิมกรอบ เป็นขนมหวานที่ทำง่ายมาก ง่ายยิ่งกว่าบัวลอย ใช้เวลาทำก็ไม่นาน ใส่น้ำแข็งทุบลงไป หวานหอมอร่อยชื่นใจจริงๆ
ทับทิมสีชมพู แต่วันนี้ขนุนไม่ค่อยหวาน
 ส่วนประกอบ
1. แห้วต้มปอกเปลือก       (ถ้าไม่มีจะใช้มันแกวก็ได้นะคะ แต่ว่าความอร่อยจะต่างกันมากเพราะเวลาเคี้ยวแห้วจะเหนียวหนึบหนับ แต่มันแกวจะไม่มีรสสัมผัสนั้นค่ะ)
2. น้ำเชื่อม                      (สัดส่วน น้ำเปล่าหรือน้ำลอยดอกไม้ต่อน้ำตาลทรายคือ 1:1 ใส่ใบเตยตอนทำน้ำเชื่อมให้หอม)
3. กะทิคั้นเอาแต่หัว           (คั้นน้ำกะทิ โดยใช้น้ำร้อน)
4. แป้งมัน
5. สีผสมอาหารสีชมพู        (บางคนก็นิยมใช้น้ำเฮลบลูบอยสีแดง แต่เราไม่ชอบกลิ่นของมันค่ะ)
6. ขนุนฉีกเป็นเส้น มะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวกะทิ ใส่ลอยไว้ในน้ำเชื่อม
 
วิธีทำ
1. หั่นแห้วที่ต้มและปอกเปลือกแล้วออกเป็นชิ้นลูกเต๋าเล็กๆใส่ถ้วยไว้

2. ถ้าต้องการผสมสี(จริงๆจะไม่ใส่สีหรือใส่สีอื่นจากวัตถุดิบธรรมชาติก็ได้) นำสีผสมอาหารละลายน้ำ ค่อยๆหยดสีลงไปบนแห้ว ใช้มือกลับด้านแห้วไปมา หยดสีลงไปเรื่อยๆทีละน้อยจนแห้วได้สีชมพูทั่วถึงกัน
3. ผึ่งแห้วที่ผสมสีแล้วทิ้งไว้บนตะแกรงสักประมาณ 10-20 นาที เพื่อให้แห้วไม่เปียกน้ำมากเกินไป (ถ้าแห้วเปียกเวลาคลุกกับแป้งแล้วจะติดแป้งเป็นก้อนมากเกินไป)
4.นำแห้วใส่ชาม ค่อยๆโรยแป้งมันลงไปบนแห้ว ใช้มือคลุกแป้งให้ทั่ว เสร็จแล้วโรยแป้งอีกรอบ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนแป้งติดแห้วมากเท่าที่เราต้องการ (บางคนชอบแป้งบางบางคนชอบแป้งหนาไม่เหมือนกัน ถ้าชอบแป้งบางแนะนำว่าหลังจากคลุกแป้งแล้ว ให้ร่อนแห้วในตะแกรงสักรอบเพื่อให้ฝุ่นแป้งที่เกาะหนาๆออกไป)
5. ตั้งน้ำไว้ให้เดือดพล่าน เทแห้วที่คลุกแป้งแล้วลงไป เมื่อสุกแห้วจะลอยขึ้นมาได้เป็นทับทิมกรอบ
6. ตักทับทิมกรอบใส่ลงในน้ำเย็น(แช่น้ำแข็ง) เพื่อทำให้แป้งไม่บานออก แล้วตักตัวทับทิมใส่กระชอนผึ่งให้สะเด็ดน้ำ เป็นอันเสร็จการทำตัวขนม
7. นำน้ำกะทิตั้งไฟพออุ่นๆ (ไม่ต้องให้เดือด) นำกะทิอบควันเทียนให้หอม (อบทิ้งไว้อย่างน้อย 2 ชม.)
8. เวลาเสิร์ฟ ให้ตักตัวทับทิมกรอบใส่ถ้วย ใส่น้ำเชื่อม ราดด้วยกะทิ โปะด้วยน้ำแข็งทุบ หอมอร่อยชื่นใจ คุ้มกับแรงที่ทำเลยล่ะค่ะ

อันที่จริงตอนวัตถุดิบไม่ครบก็ใช้อย่างอื่นแทนได้นะคะ  อย่างน้ำลอยดอกไม้เราก็ไม่มี เพราะว่าไม่กล้าใช้ดอกไม้ซื้อมาทำ กลัวยาฆ่าแมลง ถ้าจะทำเราต้องใช้มะลิปลูกเองปลอดภัยกว่า เราก็ใช้น้ำเปล่า ไม่มีมะพร้าวอ่อนก็มีแต่ขนุน อย่างถ้ากะทิไม่มีก็ใช้กะทิกล่องแทนอาจจะไม่สู้กะทิสดแต่ความหอมมันก็แทนกันได้ รับรองว่าถึงของจะไม่ครบก็ยังคงความอร่อยจริงๆค่ะ ซื้อที่ตลาดกินก็ไม่ชื่นใจเท่าฝีมือตัวเอง
ชมตัวเองตลอด 55555555

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทำอาหารกินเอง -- กิมจิ

มาถึงพระเอกของภาคต่อซีรีส์อาหารเกาหลีดีกว่าค่ะ แน่นอนว่าอาหารเกาหลีทุกมื้อต้องมี กิมจิ ผักดองสีแดงๆที่ขาดไม่ได้ ดูในละครแม้กระทั่งกินมาม่าก็ยังต้องกินคู่กับกิมจิ
ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำ......กิมจิ (Kimchi) กันค่ะ รับรองว่าทำง่ายอร่อยได้ราคาไม่แพง
กิมจิที่เราทำเสร็จแล้ว หลังจากผ่านไปสองอาทิตย์ แช่เย็นๆก่อนกินอร่อยมาก

สำหรับกิมจิที่เราทำวันนี้จะเป็นกิมจิผักกาดขาวนะคะ ถ้าใครชอบหัวไชเท้า(หั่นเต๋า) แตงกวา ก็สามารถหยิบมาทำได้เหมือนกัน วิธีการเดียวกันเลยค่ะ แค่ว่าระยะเวลาในการหมักเกลือทิ้งไว้จะต่างกันเท่านั้นเอง คำนวณเวลาเอาว่าให้ผักเค็มๆหน่อยนะคะ

ส่วนประกอบ
1. ผักกาดขาวหัวใหญ่        1 หัว
2. ต้นหอมหั่นยาว             5-6 ต้น (ถ้าใครมีต้นหอมญี่ปุ่นก็ใช้ได้เลยค่ะ)
3. แครอทซอยบางๆ          1 หัว (ใครชอบหัวไชเท้าจะซอยใส่ด้วยก็ได้)
4. พริกเกาหลี                  4 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำปลา                       6 ช้อนโต๊ะ
6. เกลือป่น                     1-2 ช้อนโต๊ะ
7. แป้งข้าวเหนียว             2 ช้อนโต๊ะ
8. น้ำตาลทราย                1 ช้อนโต๊ะ
9. กระเทียมสับละเอียด      3-4 กลีบ
10.  ขิงสับละเอียด           1 ช้อนชา (ใส่มากจะเผ็ดกลิ่นขิง)
 
วิธีทำ
1. ล้างผักกาดขาวให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นตามชอบ โรยเกลือป่นลงไป เคล้าให้เข้ากันกับเกลือ แล้วพักทิ้งไว้สักประมาณ 1-1.5 ชม. ถ้าหากทำจำนวนมากให้หมั่นกลับด้านผักทุกๆครึ่งชม. เกลือจะได้ซึมทั่วถึง

2. ละลายน้ำเปล่ากับแป้งข้าวเหนียว นำไปตั้งไฟกวนจนแป้งใส ใส่น้ำตาลทรายลงไปพอออกรสหวานนิดๆ ยกลงรอจนเย็น
3.ผสมพริกเกาหลี น้ำปลาลงในแป้งที่กวนไว้ให้เข้ากันดี นำมาราดบนชามที่มี ต้นหอม แครอท ขิง กระเทียม

4. ผสมให้ผักและน้ำพริกเข้ากันดี
5. เมื่อครบเวลาแล้ว นำผักกาดขาวล้างน้ำสะอาดอีกสองถึงสามครั้ง เพื่อเอาเกลือออก บีบน้ำออกจากผัก
6. ราดน้ำพริกที่ผสมไว้ลงไป ขยำให้ผักกาดได้ผสมกับพริกอย่างทั่วถึง เสร็จแล้วเก็บกิมจิใส่กล่องที่มีฝาปิดมิดชิด ตั้งทิ้งไว้นอกตู้เย็นสัก 2-3 วันเพื่อให้หมักได้รสเปรี้ยว เมื่อได้รสเปรี้ยวตามชอบใจแล้วเก็บกิมจิใส่ในตู้เย็น จะช่วยให้กิมจิไม่เปรี้ยวมากขึ้นกว่าเดิม (ถ้ากิมจิหมักเปรี้ยวแล้ว เมื่อเปิดฝากล่องจะได้กลิ่นดองเปรี้ยวๆและจะเห็นว่ามีฟองอากาศเล็กๆในกล่องค่ะ)
เราชอบกินกิมจิ ของร้านฟูจิมากรู้สึกรสชาติมันถูกปากดีค่ะ พยายามทดลองปรับสูตรหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รสแบบนั้น สำหรับสูตรนี้ถ้าใครชอบแบบนั้นกิมจิสูตรที่เราทำนี้อาจจะรสชาติไม่ได้เหมือนของฟูจิ แต่อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว เวลาทำก็ทดลองปรับสูตรก็ได้ค่ะ ชอบเค็มก็หมักเกลือนานหน่อย เติมน้ำปลา ถ้าชอบเปรี้ยวก็ใส่น้ำตาลมากนิด หมักทิ้งไว้หลายๆวันก่อนเข้าตู้เย็นค่ะ

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทำอาหารกินเอง -- ต้มยำน้ำข้น

หลายๆคนอาจจะเอ... ทำไมเราทำอาหารกินเองบ่อยจังเลย อันที่จริงเราอยากทำอาหารกินเองมานานมากแล้ว เพราะเราอยากทำอาหารอร่อยๆได้ ที่สำคัญคือ ทำอาหารกินเองเราไม่ต้องใส่ผงชูรส ไม่ใส่เครื่องชูรสอื่นๆ และควบคุมความสะอาดได้ พอได้มาอยู่สถานที่เอื้ออำนวย เราก็เลยได้โอกาสทำบ่อยๆค่ะ

วันนี้มีเมนูที่เราภูมิใจนำเสนอมากที่สุดคือ...ต้มยำน้ำข้น 
อาจจะดูเหมือนเป็นเมนูง่ายๆ แต่ที่เราอยากนำเสนอมากเป็นเพราะว่า เมื่อก่อนเราเคยหัดทำต้มยำมาหลายครั้งแต่รสชาติมันไม่เข้มข้นสักที จนกระทั่งมาหัดทำต้มยำน้ำข้น แล้วเพื่อนๆลองชิมทุกคนชมว่าอร่อย ทีนี้ต้มยำจึงกลายเป็นเมนูเด็ดของเราเลยค่ะ
ต้มยำไก่น้ำข้น เราต้มน้ำเยอะๆเพราะชอบซดน้ำซุป

สำหรับสูตรต้มยำที่เราโพสเป็น ต้มยำไก่ แต่ว่าสามารถที่จะเอาไปดัดแปลงใส่เนื้อสัตว์หรือผักอะไรก็ได้ตามใจชอบเลยนะคะ (เนื่องจากวันนี้เราไม่มีเห็ดฟางเลยไม่ได้ใส่ผัก เคยใส่เห็ดเข็มทองก็อร่อย)

อาหารไทยเวลาทำต้องหมั่นชิมแล้วปรุง ค่ะ และขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวด้วยค่ะ เปรี้ยวเค็มหวานชอบไม่เหมือนกัน ดังนั้นอัตราส่วนที่ให้ เป็นแค่สัดส่วนคร่าวๆ ตอนทำค่อยเติมรสและปรับตามความชอบนะคะ ถ้าทำจำนวนมากก็เพิ่มสูตรตามสัดส่วนได้เลยค่ะ

ส่วนประกอบ (สำหรับต้มยำ 2 ถ้วยกลาง )
1.  เนื้อสัตว์ตามชอบ  เนื้อไก่ กุ้ง ปลาหมึก ฯลฯ
2.  น้ำซุป (วันนี้เราใช้ซุปกระดูกหมู)
3.  ข่า (หั่นแว่น)                                          2-3  แว่น
4.  ตะไคร้                                                   2    ต้น
5.  ใบมะกรูด                                              2-3  ใบ
6.  หอมแดง                                                1    หัว
7.  มะนาว                                                 2-3   ผล  (ถ้าน้ำมะนาวเยอะใช้แค่ 2 ผล)
8.  น้ำปลาอย่างดี                                        5-6  ช้อนโต๊ะ
9.  น้ำพริกเผา                                            1     ช้อนโต๊ะ
10. พริกขี้หนู                                             5-6  เม็ด  (เพิ่มได้ตามความชอบ)
11. นมจืด  (ปกติใช้นมจืดสำหรับทำอาหาร แต่วันนี้ไม่มีเลยใช้นมสดแบบดื่มเป็นขวดๆก็รสชาติคล้ายกัน แต่ความมันจะน้อยกว่าค่ะ)

วิธีทำ
1. ตั้งน้ำซุป ใส่ข่า ตะไคร้ หอมแดงทุบพอแตก
2. พอน้ำซุปเดือด ใส่เนื้อสัตว์ลงไป รอจนสุก (ห้ามคนไม่เช่นนั้นจะมีกลิ่นคาว)
3. ปรุงรสด้วย  น้ำพริกเผากับน้ำปลา
4. ใส่เห็ด รอน้ำเดือดอีกครั้งยกลงจากเตา ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว ใส่พริกทุบพอแตก ใบมะกรูดฉีก
5. ชิมพอได้รสตามชอบแล้วจึงเติมนมจืดลงไป ปริมาณนมใส่ตามชอบค่ะชอบมันมากก็ใส่มาก (รสชาติจะเข้มข้นและอร่อยมากขึ้นหลังจากเติมนมลงไป) หลังจากนั้นชิมรสอีกครั้ง สำหรับใครที่ชอบเผ็ดจะโรยหน้าด้วยพริกแห้งคั่วก็อร่อยยิ่งขึ้นค่ะ



วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทำอาหารกินเอง -- ข้าวยำเกาหลี (บิบิมบับ bibimbap)

ผลพวงจากการดูละครเรื่อง Let's Eat ที่เนื้อหาเล่าถึงหญิงสาวแม่ม่ายที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจ และหนุ่มข้างห้องที่เป็นเจ้าของบล็อกรีวิวอาหาร ที่เชี่ยวชาญการกินให้อร่อยเป็นอย่างยิ่ง ละครเรื่องนี้ภาพสวย อาหารน่ากิน ที่สำคัญท่าทางระหว่างการกินอาหารโชว์ของตัวละครในเรื่อง ทำเอาเราต้องลุกไปหาอะไรมาใส่ท้องทุกครั้งที่นั่งดู

ดังนั้น...ไม่ต้องแปลกใจที่วันนี้ เมนูอาหารประจำวันของเราคือ....... ข้าวยำเกาหลี หรือ บิบิมบับ (bibimbap)  

ถ้าไปกินในร้าน ก็มักจะนิยมเสิร์ฟบนครกหินร้อนๆ ก่อนจะกินก็คลุกเคล้าให้เข้ากับซอส กินร้อนๆมันได้อารมณ์จริงๆค่ะ สำหรับวิธีทำก็ง่ายๆ แต่อาจจะมีหลายขั้นตอนไปหน่อยเท่านั้นเองค่ะ


สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ เราเลือกสิ่งที่หาซื้อได้ง่ายในบ้านเราแล้วก็ราคาไม่แพง แต่รับรองว่าอร่อยเหมือนกินในร้านเลยค่ะ (ฮ่าๆๆ ทำเองชมเอง)

ส่วนประกอบ (สำหรับทำข้าวยำ 1 จาน)
1. ข้าวสวยร้อนๆ 1  ถ้วย (เราใช้ข้าวญี่ปุ่น แต่ถ้าไม่มีใช้ข้าวหอมมะลิบ้านเราก็อร่อยเหมือนกันค่ะ)
2. ผักผัดน้ำมันงา
3. ไข่ดาว  1  ฟอง (ระดับความสุกตามชอบเลยค่ะ ถ้าเสิร์ฟในครกหินจะเป็นไข่ดิบ พอคนๆไปก็จะสุกเอง)
4. เนื้อสัตว์ผัดน้ำมันงาปรุงรสด้วยซีอิ๊ว(โชยุ) นิยมใช้เนื้อไก่หรือเนื้อวัวสับ
 
วิธีทำน้ำซอส
1. โกชูจัง (หาซื้อได้ตาม Tops หรือห้างที่ขายสินค้าเกาหลี กระปุกครึ่งโล ราคาราวๆสองร้อยบาท)
2. น้ำเชื่อม (ถ้ามี Corn Syrup จะดีมากค่ะ) อัตราส่วน น้ำ:น้ำตาล = 1.5:1
ผสมโกชูจัง 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเชื่อมประมาณเกือบๆช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันดี ลองชิมให้ออกรสหวานนิดเดียวพอค่ะ

วิธีทำผัดผักน้ำมันงา
1. ใช้ผักอะไรก็ได้ตามชอบ เช่น แครอท แตงกวา ถั่วงอกหัวโต(ใช้ถั่วงอกธรรมดาก็ได้)  เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง ผักโขม หรือปวยเล้ง (ถ้าไม่มีใช้กวางตุ้งแทนก็อร่อยเหมือนกัน)
2. น้ำมันงา
3. งาขาวคั่ว
4. เกลือ
5. ซีอิ๊ว (โชยุ)
แครอท แตงกวา หั่นเป็นเส้นยาวๆ , เห็ดหอม กับผักโขม กับหั่นเป็นท่อนบางๆ
นำผักไปลวกในน้ำเดือดจัด ลวกเพียงไม่นานนะคะเดี๋ยวจะเละ
โรยเกลือนิดหน่อยลงไปบนผักที่ลวกแล้ว ขยำเบาๆให้เข้ากับเกลือ แล้วบีบน้ำออกจากผัก
นำผักไปผัดในกระทะที่มีน้ำมันงา โรยงาขาวลงไป ผัดพอสุก ระหว่างผัดสามารถเติมน้ำมันงาลงไปเพิ่มได้
ถ้าใครชอบรสเค็มของซีอิ๊ว สามารถใส่ซีอิ๊วลงไป (ใส่เพียงเล็กน้อยนะคะ เพราะไม่งั้นจะเค็มเกินไป)

วิธีจัดจาน
ใส่ ข้าวลงไปตรงกลาง เรียงผักตามความชอบ(นิยมให้สีผักตัดกัน) ใส่เนื้อสัตว์ลงไป วางไข่ดาวตรงกลางค่ะ แล้วราดน้ำซอส เวลาจะกินก็คนให้เข้ากัน กินคู่กับกิมจิ (สูตรกิมจิทำเองง่ายๆ ที่นี่) และซุปสักถ้วย รับรองว่าอร่อยสุดๆไปเลยค่ะ (ถ้าใครชอบเค็มเวลากินก็หยดซีอิ๊วลงไปสักนิดนะคะ แต่สำหรับเราผักมีรสเค็มอยู่แล้วก็ไม่เติมค่ะ)
ข้าวยำเกาหลี กินคู่กับกิมจิทำเอง อร่อยมาก

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทำอาหารกินเอง -- หมูมะนาว

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๗ นะคะ ไม่ได้อัพเดทบล็อกนานเลย  ปีนี้เป็นปีของการเรียนและการกินสำหรับเราเลยค่ะ เพราะนอกจากจะต้องอ่านหนังสือเยอะ ยังกินและนอนเยอะอีกด้วย พอดีว่าที่หอพักตอนนี้มีห้องครัวแยกสามารถใช้ได้สะดวก เราก็เลยเห่อทำอาหารทุกอาทิตย์ เพราะการทำอาหารอร่อยเป็นสิ่งนึงที่อยากทำได้เลยล่ะค่ะ(นอกจากความชอบกินอ่ะนะ)

สำหรับเมนูวันนี้ที่จะนำเสนอคือ..... หมูมะนาว ค่ะ 
อาหารรสเผ็ดเปรี้ยวจี๊ด หมูนุ่มๆกับความกรุบกรอบของก้านคะน้าหวานๆ แซ่บถึงใจจริงๆ
ส่วนประกอบ (สำหรับ 1 จานในรูปเลยค่ะ)
1.  เนื้อหมู  (เราใช้หมูสันนอก เพราะจะมีมันน้อยและเนื้อนุ่ม)   2  ขีด
2.  คะน้า (เลือกเฉพาะก้านตรงลำต้น ก้านใหญ่ๆจะดี)            4 ต้น
3.  พริกขี้หนูสีเขียวแดง                                                 10 เม็ด
4.  กระเทียม                                                               5   กลีบใหญ่
5.  เกลือป่น                                                                1/3  ช้อนโต๊ะ
6.  มะนาว                                                                  2  ผล
7.  น้ำตาลปีบ                                                             1 ช้อนโต๊ะ
8.  น้ำต้มสุก                                                               3 1/2  ช้อนโต๊ะ

อาหารไทยเวลาทำต้องหมั่นชิมแล้วปรุงค่ะ และขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวด้วยค่ะ เปรี้ยวเค็มหวานชอบไม่เหมือนกัน ดังนั้นอัตราส่วนที่ให้ เป็นแค่สัดส่วนคร่าวๆ ตอนทำค่อยเติมรสและปรับตามความชอบนะคะ ถ้าทำจำนวนมากก็เพิ่มสูตรตามสัดส่วนได้เลยค่ะ

วิธีทำ
1. คะน้าล้างแล้วปอกเปลือกแข็งๆตรงโคนต้นออกบางๆ หั่นเฉียง นำไปลวกในน้ำเดือดจัด กะเอาว่าพอใส่คะน้าลงไปจุ่มน้ำแล้วเอาขึ้นได้ทันทีเลยค่ะ  นำคะน้าที่ลวกแล้วแช่เย็นไว้(ยิ่งเย็นๆยิ่งกินอร่อย)
2. เนื้อหมูที่หั่นแล้ว ลวกในน้ำเดือดพอสุก อย่าลวกนานจนแข็งนะคะ
3. ตำพริกกับกระเทียมให้ละเอียด (เราใช้เครื่องปั่น)  นำมาปรุงรสกับ น้ำตาลปีป เกลือป่น มะนาว และเติมน้ำต้มสุกลงไป คนให้เข้ากัน ชิมรสก่อน รสชาติจะออกเปรี้ยวนำ เค็มตาม หวานนิดๆ (ถ้าใครชอบเผ็ดร้อนกว่านี้เพิ่มพริกกระเทียมได้ค่ะ)

วิธีเสิร์ฟ  จัดคะน้ารองจานแล้ววางเนื้อหมูปนกับคะน้านิดหน่อย ราดด้วยน้ำยำ

ขอให้แซ่บอร่อยถึงใจทุกคนนะคะ (เราไม่มีรูปถ่ายขั้นตอนการทำเพราะมันถ่ายยาก แต่หวังว่าจะเข้าใจวิธีทำนะคะ)

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มาช่วยกันเถอะ มาช่วยแบ่งปันน้ำใจกัน

ไม่ได้เขียนบล็อกมาซะนาน ด้วยว่าระดับความยุ่งอยู่ในระดับสูงสุดมาเป็นเดือนๆ ก็มีเคยคนบอกว่าจะยุ่งไม่ยุ่ง คำว่าไม่มีเวลาเป็นเพราะเราไม่ใส่ใจ ถ้าเราให้ลำดับความสำคัญของอะไรมาก ก็จะมีเวลาทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว คงจะไม่มีคำว่ายุ่งหรอกจริงมั้ยคะ เขียนเองก็งงเอง  ฮ่าๆๆๆ

เชื่อมั้ยคะว่า... หลายครั้งแรงบันดาลใจเรามาจากการดูละครและอ่านการ์ตูนนี่ล่ะค่ะ เพราะเรื่องจริงก็มีแฝงอยู่ในเรื่องไม่จริงเหล่านี้เหมือนๆกัน  วันนี้เราอยากเขียนระบายความรู้สึกที่ฝังใจมากๆของเรา

"ลุงคนหนึ่งนั่งมองร้านขายขนมแต่ตัวเองมีเงินไม่พอที่จะซื้อยกชุด ก็ได้แต่นั่งมองเงินในมือ แล้วก็คิดว่าถ้าขอแบ่งซื้อชิ้นเดียวแม่ค้าจะขายให้หรือเปล่า" สมัยเรียนมัธยมต้องอยู่หอพัก เราได้เงินจากแม่ใช้เป็นรายสัปดาห์ เวลาอยากกินขนมเราก็ต้องคำนวณแล้วคำนวณอีก ช่วงนั้นกำลังโต กินเก่ง (แย่งน้องกินประจำ) ก็จะเลือกซื้อแต่ขนมที่ราคาถูกๆอันใหญ่ๆไว้ก่อน แต่บางครั้งมันก็อยากกินขนมอร่อยๆบ้าง เงินก็มีไม่พอ พอนึกถึงช่วงเวลานั้นแล้ว ก็เลยเข้าใจความรู้สึกของคุณลุงไม่ยาก ว่าความหิวมันทรมานขนาดไหน

"ทหารเตรียมตัวออกรบ ได้แต่นั่งดูรูปครอบครัวคนรัก เพราะรู้ว่าเดินออกไปมีโอกาสจะตายสูงมาก พ่อแม่ลูกเมียก็อยู่ที่บ้านรอคอยการกลับมาของเขา แต่เขาก็ต้องไปทำหน้าที่"  เราเคยดูข่าวฟังข่าวทหารเสียชีวิตมาก็มาก รู้สึกเสียใจและชื่นชมการเสียสละของนักรบเหล่านี้  แต่ก็ไม่เคยนึกไปถึงหัวอกของครอบครัวของเขา และความรู้สึกของทหารเหล่านั้น

ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเรา รู้ตัวว่าจะต้องไปตาย เราจะกล้าเดินออกไปมั้ย สิ่งที่นักรบเหล่านั้นเสียสละ ไม่ใช่แค่ เงินทอง แรงกาย แต่ว่า มันคือชีวิตของเขาทั้งชีวิต และความสูญเสียที่ครอบครัวของเขาต้องเจอ ถ้าเขาตายไป คนข้างหลังจะอยู่กันยังไง

"คนป่วยใกล้จะตาย หมอบอกว่าไม่มีโอกาสรอด ก็หยุดการรักษา ได้แต่เยียวยาไปตามอาการ แต่ว่าหมอฝึกหัดก็ยืนยันพยายามที่จะหาทางช่วยเหลือจนวินาทีสุดท้าย ในที่สุดคนป่วยก็เสียชีวิต" เราเห็นความพยายามที่หมอตั้งใจจะช่วยชีวิตคนไข้ (ซึ่งในสายตาผู้มีประสบการณ์ ก็อาจจะมองว่าเป็นความดื้อรั้น ทำให้คนป่วยทรมานมากขึ้น ซึ่งต่างคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง ไม่มีใครผิดใครถูก) ได้เห็นความรู้สึกหมดหวัง ความรู้สึกของการเห็นแสงแห่งความหวังที่จะได้กลับมาเป็นปกติ

ถึงแม้คนเราจะรู้ว่าวันนึงต้องตาย หลีกหนีความตายไม่พ้น แต่ถ้ามีทางไหนที่ความเจ็บปวดนั้นจะลดลง หรือมีทางยืดเวลาที่จะจากโลกนี้ออกไปได้ให้นานอีกนิดนึง คนๆนั้นก็คงอยากจะลองเสี่ยงใช้วิธีทางนั้นดู

อ่านแล้ว อาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ !! เราเป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย ดูจะอินกับละครเหลือเกิน เราไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นแค่ความรู้สึกของการอินกับละคร หรือเป็นการที่เราเก็บเอาเรื่องๆนึงมาคิดให้มันละเอียดขึ้นกว่าเดิม ก็เลยทำให้เป็นแบบนี้หรอกนะคะ

แต่ว่า...เรื่องต่างๆเหล่านี้ที่เราไม่ได้พบเจอจริงๆในชีวิตประจำวัน เราก็เลยได้แต่มองผ่าน อ่านข่าวไปก็รู้สึกเห็นใจบ้าง แต่ไม่เคยคิดมากไปกว่านั้น แต่พอมาคิดให้ละเอียดมากขึ้น ความคิดมันสามารถสื่อบางอย่างให้เราได้

บางครั้งที่เรารู้สึกสับสน วกวนกับความคิดตัวเอง โดยเฉพาะเวลาที่จะทำงานอะไรสักชิ้นที่มันไม่ได้เกิดจากความต้องการของเราเอง มันต้องหาแรงบันดาลใจก่อนว่าจะทำไปเพื่ออะไร และทำไปทำไม ซึ่งบางทีมันตอบไม่ตรงใจของตัวเองน่ะค่ะ

แต่ตอนนี้เราตอบตัวเองได้แล้วว่า....ถ้าไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร ก็ให้ทำให้งานนั้นออกมามีประโยชน์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะคน หรือสัตว์ ก็ตาม และถึงแม้จะไม่สามารถทำให้งานของเราช่วยเหลือทุกคนได้ แต่ถ้าอาจจะมีส่วนช่วยแค่คนกลุ่มหนึ่งที่เขากำลังเดือดร้อน หรือกลุ่มคนที่น่ายกย่องและต้องการกำลังใจ ถ้าเราทำได้ เราก็ยินดีและมีแรงจะทำงานแล้วค่ะ

ไม่ว่าจะเลือกทำสิ่งใด จะช่วยเหลือด้วยทรัพย์สิน ที่กว่าจะหามาได้ก็ยากเย็น ได้มาก็อยากใช้ให้คุ้มกับหยาดเหงื่อของตัวเอง หรือจะช่วยด้วยแรงกาย ไม่ว่าจะทางไหนก็ดี หรือแค่ส่งกำลังใจไปให้
เราคิดว่า ไม่ว่าคนอื่นๆจะเห็นสิ่งที่เราทำหรือไม่ก็ตาม จะยิ้มตอบรับหรือกล่าวขอบคุณหรือไม่ มันไม่สำคัญ เท่ากับที่เราสุขใจกับสิ่งที่เราได้ทำลงไปหรอกค่ะ  ลองทำสักนิด แล้วจะติดใจกับความสุขเหล่านี้นะคะ :)

ช่องทางดีๆ ที่เราพอจะพบเจอและช่วยเหลือกันได้
แล้วก็ส่งกำลังใจให้ทหารและตำรวจชายแดนกันเถอะค่ะ 

ปล. เรานับถือศาสนาพุทธค่ะ เราก็เลยเชื่อเรื่องบาปบุญ ซึ่งคำว่าบุญ คือการที่จิตละจากกิเลส เวลาที่ทำบุญ ไม่ว่าจะถวายสังฆทาน สร้างพระ สร้างวัด หรือช่วยเหลือคนและสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ขณะนั้นจิตเราละจากกิเลส เพราะเวลานั้น เราไม่คิดจะโลภอยากได้ของใคร ไม่โกรธ เพราะถ้าไม่เมตตาคงให้หรือช่วยเหลือใครไม่ได้ ดังนั้นเราก็ได้ละจากกิเลสช่วงเวลาหนึ่ง หมั่นทำไปบ่อยๆก็จะชิน จิตก็จะละได้มากขึ้นเองค่ะ

การทำบุญในพระพุทธศาสนา อย่างสร้างวัด สร้างพระ ก็เป็นการช่วยต่ออายุศาสนา ช่วยสร้างที่พักพิงจิตใจให้คนรุ่นต่อๆไป การช่วยเหลือคนและสัตว์ตกทุกข์ได้ยาก ก็เป็นการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ความหิว ให้เขามีชีวิตรอดต่อไปได้ ไม่ว่าจะทำทางไหนก็เป็นบุญทั้งนั้น เลือกทำตามใจชอบ จะได้รู้สึกปลื้มใจค่ะ

เราไม่ใช่คนที่ปฎิบัติดีอะไรนะคะ และไม่ได้อยากอวดอ้างตัวว่าธรรมะธรรมโม เราก็เป็นแค่มนุษย์ขี้เหม็นคนนึงเหมือนกันค่ะ เราแค่อยากเขียนในสิ่งที่เรียนรู้มา เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับใครๆบ้างเท่านั้นเอง  อย่าถือสากันนะคะ :)