แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๔

 สวัสดีปีใหม่ ปี ๒๕๖๔ ทุกๆคนนะคะ 💕


ปีนี้มากล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ ช้าไปหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในเดือนแรกของปี หวังว่าจะยังทันเทศกาลนะคะ

เนื่องจากมีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในปีที่แล้ว ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เรา (คิดว่ารวมถึงเพื่อนๆทุกคน) คงต้องมีการเปลี่ยนแปลง และตั้งรับกับสถานการณ์นี้กันทั้งนั้น  ตัวเราเองก็มีทั้งเรื่องที่ทำให้ยิ้ม ทำให้ดีใจ ทำให้หัวเราะ และทำให้ร้องไห้  แต่ไม่ว่าจะสุขจะทุกข์ยังไง  เราเองก็พยายามน้อมนำคำสอนของพระที่เราเคารพท่านนึงสอนไว้ค่ะว่า  "คนเรามักจะพอใจกับสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นและอยากให้เกิดอีก แต่ไม่อยากให้สิ่งไม่ดีเกิดซ้ำ ซึ่งที่จริงแล้วเราไม่ควรจะไปยึดติดไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ชีวิตเหมือนความฝัน...อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป"  😊

มันอาจจะเป็นเรื่องยากต่อการดำรงชีวิต แต่ว่าถึงแม้จะยาก ถ้าเรามีความตั้งใจดี ทำในสิ่งที่ดีต่อตนเองและต่อผู้อื่น ... ความมั่นคงในจิตใจของเรา จะทำให้เราผ่านความยากนี้ไปได้ค่ะ ...เราเชื่อแบบนั้น

ทั้งๆที่ปีที่ผ่านมานี้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย และโดยธรรมเนียมเราจะมีการตั้งเป้าหมายสิ่งที่อยากทำของแต่ละปีไว้ ... ปีนี้เราไม่รู้จะเล่าอะไรดีเลยค่ะ  อยากจะบอกแค่ว่าเป้าหมายของปีที่แล้วเราพยายามได้ดีขึ้นค่ะ ถึงจะไม่สำเร็จทั้งหมดก็ตามที ... ส่วนในปีนี้ เราจะไม่ละทิ้ง และจะพยายามทำให้ดีขึ้นค่ะ 

รูปนี้เราถ่ายตอนแสงพระอาทิตย์ตอนเย็นกำลังสาด เห็นว่าสวยดี แสงอาทิตย์ในภาพอบอุ่นดีค่ะ ก็เลยขอใช้รูปนี้สำหรับปีใหม่นี้ (ใช้มือถือถ่ายรูปไม่เก่ง อาจจะไม่สวยมากเท่าที่เห็นด้วยตานะคะ) 

สุดท้ายอยากกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่นะคะ  เรามาตั้งใจทำสิ่งดีๆ ดูแลและคอยสนับสนุนคนที่เรารักและอยากปกป้องกันเถอะค่ะ  :)

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓


สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๓ ทุกๆคน นะคะ




อาจจะดูเหมือนเป็นการกล่าวคำสวัสดีปีใหม่ที่ช้าไปหน่อย แต่ยังอยู่ในเดือนมกราคม หวังว่าจะยังกล่าวคำนี้ได้นะคะ 😅   

ตามธรรมเนียมปกติแล้ว เราจะทบทวนตัวเองในทุกๆครั้งที่ผ่านปี และตั้งเป้าสิ่งที่อยากจะทำในปีถัดไป สำหรับปีที่ผ่านมา พอมองย้อนไปแล้ว เราพบว่าเราไม่สามารถทำตามสัญญาใจตัวเองได้เลยค่ะ คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะเหมือนเราไม่มีความตั้งมั่นรักษาสัจจะมากพอ  ตั้งใจไว้แต่ไม่ทำจริง เราไม่ค่อยชอบนิสัยนี้เลยค่ะ  

เราจึงมีความตั้งใจเดียวในปีนี้คือต้องรักษาคำพูดและความตั้งใจทำสิ่งที่ดีๆของตัวเองให้ได้ค่ะ เราอยากจะเป็นคนที่ลงมือทำได้มากกว่าพูดค่ะ

อีกเรื่องก็คือ ปีที่แล้วมีเหตุการณ์คือบุคคลที่เราเคารพนับถือดั่งครูอาจารย์ได้จากไป  ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ที่มีคนที่เรารักจากไปถึงสามคน ในปีเดียวกัน   โดยที่เราไม่ได้มีโอกาสใช้เวลาทำสิ่งดีๆให้  ซึ่งคำว่าไม่มีเวลานั้นเป็นเพียงเพราะเราไม่จัดเวลา ไม่หาทางออกให้กับคำว่าไม่มีเวลานั่นเองค่ะ เพราะจริงๆแล้วถึงตัวจะไม่ได้พบ แต่ก็ยังสามารถติดต่อทางอื่นได้เช่นกัน 

ครั้งนี้ทำให้เราฉุกคิดได้ว่า การที่เราประมาทแบบนั้นทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้แสดงความรัก ความเคารพกับบุคคลที่มีพระคุณกับเรา  .... และก็ทำให้คิดได้ว่าเมื่อบุคคลที่เรานับถือไม่อยู่ เราก็เหมือนขาดผู้ให้คำที่ปรึกษาที่ดี  ที่เราสามารถพูดคุยไต่ถามพบหน้าได้  .... เราไม่อยากประมาทอีกแล้วค่ะ

เราชอบรูปจิฮิโระ จากเรื่อง spirited away รูปนี้มากค่ะ เพราะว่า เราชอบกินซาลาเปามาก (จริงๆชอบหมั่นโถว กับซาลาเปาไส้ถั่วมากที่สุด)  55555 เหมือนจะไม่มีเหตุผลเรยเนาะ

และเราชอบความรู้สึกของจิฮิโระในตอนนี้... คือถึงแม้จะเจอเรื่องสับสนวุ่นวาย ยากลำบากขนาดไหน เธอก็ยังคงมีจิตใจที่ดีงาม และไม่ย่อท้อกับอุปสรรค  ... เธอไม่ได้ต้องการอะไรเลยกับสิ่งที่เธอทำลงไปทั้งหมด  และเพราะจิตใจที่ดีกับความพยายามที่ดีของเธอ ทำให้เธอได้รางวัลเป็นยาเม็ด(ที่ถือในมือขวา) ซึ่งผลตอบแทนนี้ กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือคนที่รักได้ต่อไป

เราก็หวังว่า ต่อจากนี้เราจะพยายามทำแต่สิ่งที่ดีและมีความกล้าเหมือนจิฮิโระค่ะ  เผื่อว่าเราจะได้รางวัลตอบแทนเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือคนอื่นๆ รวมถึงบุคคลที่เรารักได้เช่นกัน

สุดท้ายขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่อีกครั้งนะคะ  ขอให้ทุกๆคนมีความสุขมากๆนะคะ   :)


วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๒

ก่อนอื่นขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ ค่าาาา  อาจจะพูดคำนี้ช้าไปหน่อย แต่หวังว่ายังทันนะคะ ฮ่าๆ

หายเงียบไปนานเลย ทั้งๆที่ได้ตั้งใจว่าจะอัพเดทบล็อกเดือนละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย แต่ว่า ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่งานยุ่งมากจริงๆค่ะ รวมถึงป่วยไปหลายวัน ทำให้ตารางงานต่างๆต้องเลื่อนไปหมด

วันนี้เห็นว่า ก็ผ่านช่วงเทศกาลปีใหม่มาสักพักแล้ว และก็เกิน 2 เดือนแล้วเรายังไม่ได้มีโอกาสอัพเดทบล็อกเลย จึงคิดว่าควรจะมาเขียนอะไรทิ้งไว้ เพื่อเป็นการรักษาสัญญา(ใจ) กับตัวเองที่ว่าจะอัพเดทบล็อกเดือนละครั้งให้ได้นะคะ

สำหรับตัวเราเองแล้ว ปีที่ผ่านมาคือปีแห่งการทำงานหนักค่ะ  ปกติแล้วเราก็จะพยายามออกกำลังกายด้วยการวิ่งระยะ  5 กิโลเมตรในทุกวันที่มีโอกาส แต่ก็อาจจะมีเรื่องอาหารที่เรายังไม่สามารถควบคุมตัวเองให้กินแต่สิ่งที่มีประโยชน์ได้ค่ะ (เพราะความชอบขนมหวานของเรามันเกินห้ามใจ ฮาๆๆ)

ทั้งที่ปกติเราไม่ค่อยจะเจ็บป่วยสักเท่าไหร่ แต่กลายเป็นว่า ช่วงปลายปีเราก็ป่วยไป 2 สัปดาห์เลย ทรมานจริงเชียวค่ะ

ปีที่แล้ว มีเรื่อง 2 เรื่องที่สำคัญที่เกิดขึ้น คือเราได้ใช้ความกล้าอย่างมากค่ะ ในการตัดสินใจทำเรื่องบางสิ่งบางอย่าง เป็นความกล้าที่เมื่อได้ทำแล้ว แม้ว่าผลจะไม่ได้ออกมาอย่างที่เราหวังจะให้เป็น แต่ว่าได้ช่วยให้เราเข้าใจอะไรๆมากขึ้น และมีความกล้าให้กับตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ ช่วยให้เราเห็นคุณค่าในตัวเอง และเลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบ ในด้านที่เป็นปมด้อยที่เคยฝังใจเรามาตลอด

ส่วนอีกเรื่องคือเราได้ผ่านภาวะความกดดันอย่างที่สุด จนเราแทบถอดใจไม่ก้าวเดินต่อ แต่หลังจากเราผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ เราก็รู้สึกว่า เรามีความอดทนเพิ่มมากขึ้น และเข้าใจการรับมือกับภาวะเครียดได้ดีขึ้นค่ะ พอผ่านเรื่องใหญ่มาได้ ทำให้เราตั้งรับกับเรื่องอื่นๆที่เข้ามาว่าไม่ว่ายังไงเราก็จะต้องผ่านสถานการณ์นั้นๆได้แน่ๆค่ะ ... อาจจะผ่านไปได้โดยที่ได้ผลลัพธ์อย่างที่อยากให้เกิดขึ้น หรือไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เราก็จะผ่านไปได้ค่ะ

ปีนี้เราก็คงจะไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากมาย นอกจาก พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ต่ออาชีพการงาน หน้าที่ในฐานะลูกที่ดีของพ่อแม่ หน้าที่ในฐานะเพื่อนที่ดีต่อผู้อื่น และหน้าที่ที่จะทำดีต่อตัวเองค่ะ

สำหรับกิจกรรมต่างๆที่เคยทำแล้วเป็นเรื่องที่ดี เราก็จะยังคงทำต่อไป ที่สำคัญคือ เราตั้งใจที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกเรื่อยๆค่ะ   เราได้เรียนรู้แล้วว่า ความคาดหวังนั้นทรมานมาก เมื่อเราไม่ได้ในสิ่งที่หวัง แต่บางครั้งความหวังก็เป็นเรื่องจำเป็น  หากไม่มีความหวัง เราก็จะไม่มีเป้าหมายหรือแรงจูงใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ....  แต่การคาดหวังในความหวัง นั้นเป็นยาพิษร้ายต่อใจตัวเองเลยนะคะ ... ดังนั้นเราจึงพยายามที่บอกตัวเองว่า เรามีความหวังได้ แต่จะไม่คาดหวังว่าสิ่งที่หวังต้องเกิดขึ้นเท่านั้น ถ้าเป็นจริงก็ดี ถ้าไม่เป็นจริงก็ไม่เป็นไรค่ะ

เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก... แต่ก็จะฝึกใจค่ะ 
เอาไว้ครั้งหน้า เราจะกลับมาเขียนบล็อกเกี่ยวกับความรู้บ้างนะคะ  ... ขอให้ทุกคนมีความสุข สนุกสนานกับปีหมูทองค่ะ  :)

วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ไร้สาระกับเดือนกุมภาพันธ์

ช่วงนี้กำลังยุ่งมากถึงมากที่สุด ก็เลยยังไม่ได้มีเวลานั่งเขียนเรื่อง argumentation ต่อเลยค่ะ เพราะต้องคิดเยอะ เรียบเรียงให้ดีก่อนจะเขียน เพราะกลัวว่าตัวเองจะสื่อสารอะไรผิดพลาดไป และอยากตั้งใจเขียนให้ดีๆ 

เหลือบเห็นวันที่ วันนี้ก็สิ้นเดือนกุมภาพันธ์แล้ว เร็วจังเนอะ 。゜゜(´O`) ゜゜。
เราก็เลยคิดว่า ต้องพยายามทำตามสัญญาของตัวเองในปีนี้ที่ว่า จะเขียนบล็อกอย่างน้อยเดือนละครั้ง ไว้ให้ได้ (คือสัญญามาหลายปีแล้ว ไม่เคยทำได้สักที ปีนี้ต้องเอาจริงล่ะ...โอ๊ซ !)

ก็มานั่งคิดว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ปรากฎว่ามีแต่เรื่องไร้สาระ เพราะไอ้ที่มีสาระมันต้องใช้พลังในการเขียน ฮ่าๆๆ(¬‿¬ ) งั้น....วันนี้ขอเขียนเรื่องไร้สาระหน่อยละกันน้าาาาา

เรามีความฝันอยากมีบ้านที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้เยอะๆมานานแล้ว ตอนนี้ได้กลับมาอยู่บ้าน เราก็เลยกำลังเริ่มต้นหัดปลูกต้นไม้ดอกไม้ อย่างจริงจัง(มั้ง) 
กำลังฝึกปลูกผักปลอดสารพิษอยู่ ก็เริ่มจากการปลูกมะเขือเทศ ~ ~ ~ ฮ่าๆๆ มันเป็นอะไรที่ปลูกง่ายมากเลย เราซื้อมะเขือเทศลูกๆมากิน (ปลูกไว้สองพันธุ์เชียวนา) ก็แคะเมล็ดมัน แล้วก็หว่านลงดินในกระถาง สัปดาห์ต่อมามันก็งอกต้นอ่อนเล็กๆ พอโตสักฝ่ามือเราก็แยกต้นอ่อนมันไปปลูกห่างๆกัน ตอนนี้มันเริ่มมีดอก ติดลูกแล้วล่ะ ٩(◕‿◕。)۶

ซื้อกุหลาบพวงมาปลูกหนึ่งต้น ย้ายมันลงกระถางให้ใหญ่ขึ้น ตอนนี้มันก็ออกดอกมา 2 ดอกบานสวยเชียว ส่วนดอกกุหลาบหิน กับมะลิถอดที่เลี้ยงไว้ก็งามต่อไปเรื่อยๆ ปลื้มใจจริงๆ(o´▽`o) 

ตอนซื้อมานึกว่าดอกสีชมพูดอมม่วง แต่พอปลูกแล้วได้ดอกสีแดงสด...งงเลย
ปิดท้ายด้วยเรื่องมีสาระหน่อย เนื่องจากว่าทฤษฎี argumentation ที่เราเคยอธิบายไว้ เราเริ่มด้วยเปเปอร์ที่เป็นการนำเสนอวิธีการนำเอา argumentation มาพัฒนาในระบบคอมพิวเตอร์ใช่ไหมคะ

ทีนี้ถ้าใครสนใจอยากศึกษา ตัวแนวคิดของ argumentation ในเชิงปรัชญา เราแนะนำให้อ่าน 

The Uses of Argument - Stephen E. Toulmin

เราเองก็ยังไม่เคยอ่านเหมือนกันค่ะ เห็นเป็นหนังสืออ้างอิงมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ลืมไปหาอ่านทุกที กำลังคิดว่าว่างจากเดือนมีนานี้ จะเริ่มอ่านแล้วเหมือนกัน  ถ้าอ่านแล้วไว้จะมาคุยเรื่องนี้นะคะ :)


วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๑

ที่มา https://vaguevisages.com/2016/01/12/whisper-of-the-heart-and-the-tragedy-of-yoshifumi-kondo/

สวัสดีปีใหม่ทุกๆคนนะคะ 😊

เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปอีกปีแล้ว ปีที่แล้วเราได้อัพบล็อกเพียงครั้งเดียวเอง ทั้งๆที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะอัพทุกเดือน สรุปใจความได้ว่า ที่ผ่านๆมาเราตั้งเป้าหมายที่คิดจะทำไว้มากมายในปีก่อนๆ แต่ก็ไม่สำเร็จ

ปี ๒๕๖๑ นี้เราก็เลยคิดตั้งใจใหม่ว่า จะกำหนดเป้าหมายเพียงน้อยๆ แต่จะต้องมุ่งมั่นทำให้สำเร็จให้ได้

สำหรับสิ่งที่ตั้งใจทำในปีนี้ คือ ตั้งใจว่าจะฝึกนั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน เพราะเราไม่ได้ฝึกสมาธิมาหลายปีมากแล้ว ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ดีที่ควรจะทำ เราก็เลยตั้งใจจะทำสมาธิทุกเช้าหลังตื่นนอนค่ะ
หวังว่าเราจะบังคับตัวเองให้มีความเพียรพยายามรักษาสัญญากับตัวเองให้ได้นะคะ

อีกเรื่องคือ เป้าหมายหลักที่เราหันมาเริ่มต้นอีกครั้งในปีนี้สำหรับตัวเราคือ เราต้องการค้นหาตัวเองค่ะว่าเราอยากจะทำอะไร  ทั้งๆที่รู้ดีว่าคำตอบของคำถามนี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ และเราก็ได้ถามตัวเองมาเรื่อยๆ แต่ว่า...ก็ได้แต่หวังว่าจะเจอคำตอบนั้นสักวันค่ะ

รูปภาพด้านบนมาจากหนังเรื่อง whisper of the heart เป็นฉากที่เราชอบค่ะ พระเอกกับนางเอกเดินคุยกันไปเรื่อยๆ แลกเปลี่ยนความคิดความฝันความรู้สึกของตัวเอง  แล้วนางเอกก็พูดว่า ดีจังเลยนะที่พระเอกรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ในขณะที่ตัวเธอได้แต่ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ ...

อีกฉากที่ชอบคือตอนที่คุณปู่เปรียบเทียบการเจียระไนอัญมณีกับตัวนางเอกพระเอกค่ะ  คุณปู่อธิบายว่า ในก้อนหินก็มีหยกที่สวยงามซ่อนอยู่ข้างใน ตอนเจียระไนอัญมณีชิ้นใหญ่ครั้งแรก เราอาจจะพบว่ามันไม่สวยก็ได้ และในก้อนหินนี้ก็อาจจะมีอัญมณีชิ้นเล็กๆที่สวยมากๆอยู่  ซึ่งมันต้องใช้เวลาขัดเกลาและเจียระไนจนกว่าจะเจอความสวยงามนั้น (จำประโยคที่แน่นอนไม่ได้ค่ะ แต่เข้าใจประมาณนี้)

เราชอบความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องนี้ทุกๆคนเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคู่พระนาง คุณปู่ พ่อแม่นางเอก และเพื่อนร่วมชั้น เนื้อเรื่องพยายามสะท้อนสภาวะอุดมคติสำหรับคนในวัยนั้น และสุดท้าย หนังก็ทำให้เห็นด้วยว่า โลกที่เราคิดฝันว่าสวยงามมันมีความยากลำบากและน้ำตาปนอยู่ด้วย

เหมือนที่ตอนท้ายที่สุด ที่นางเอกต้องร้องไห้เสียใจผิดหวังที่ตนเองทำไม่ได้ดีพอ หลังจากได้ทดสอบตัวเองด้วยการแต่งนิทานเรื่องแรก และเธอก็พูดว่า แค่ต้องการทำมัน แค่นั้นไม่พอ เธอยังต้องเรียนรู้อีกมาก
ทำให้เธอเรียนรู้ว่าความใจร้อน วู่วามในตอนแรกที่เธอมี ความฝันว่าอะไรๆจะง่ายจะสวยงาม มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ทุกอย่างต้องผ่านการขัดเกลา และต้องการเวลา..

สุดท้ายแล้ว ขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่แห่งการเริ่มต้นใหม่ๆ อีกครั้งนะคะ :)

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ตามรอยพ่อหลวง

คิดว่าคนไทยทุกคนคงทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช รัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลายๆคนก็โศกเศร้าเสียใจ รวมถึงตัวเราเองก็ไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมาถึงเร็วเช่นนี้ แต่ถึงแม้จะเสียใจต่อการจากไปของคนที่รัก คนที่ยังอยู่ก็จะต้องเข้มแข็งและเดินหน้าต่อไป เราเองก็คิดว่า การทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ และสานต่อปณิธานของพระองค์ที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมและประเทศชาตินั้น เป็นการแสดงออกถึงความรักและเคารพในตัวท่านอย่างที่ดีสุดแล้ว

ในอาทิตย์ที่ผ่านมา เราเห็นหลายๆคนแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระองค์ท่านในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโปรไฟล์ใน social network เป็นสีดำ ใส่ชุดสีดำ ทำริบบิ้นดำแจก ร้องเพลงถวายความอาลัย แจกของให้คนที่สนามหลวง ฯลฯ มีการเผยแพร่ประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์มากมาย
ในกลุ่มเพื่อนๆของเราเอง ก็มีการแสดงออกต่อความศรัทธาในตัวท่านด้วยการ ตั้งกลุ่มผู้สนใจร่วมกันทำงานวิจัยสั้นๆแต่ใช้พลังคนเยอะๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยอื่นๆได้ในอนาคต และลงคำกิตติกรรมประกาศถวายแด่พระองค์
เพื่อนอีกคนก็ติดต่อเพื่อจัดอบรมการเขียนโปรแกรมฟรีให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย  ทั้งหมดนี้ต่างก็มีเจตนาเดียวกันคือ ทำความดีตามรอยพ่อหลวงของเรา

เราเองก็ยุ่งวุ่นวายกับการเรียนและชีวิตส่วนตัวจนไม่ได้มีเวลามาสานต่อความคิด ที่ตั้งใจจะให้บล็อกนี้เผยแพร่ความรู้ ไม่ว่าจะด้านอะไรก็ตามที่เรารู้ และคิดว่าอาจมีประโยชน์ต่อผู้อื่น หลังเหตุการณ์นี้ ทำให้เราคิดได้ว่า การผ่อนผันวันคืนไปเรื่อยๆ จะไม่ได้มีการลงมือทำเสียที เราควรจัดระเบียบความสำคัญของสิ่งที่อยากทำและแบ่งเวลาทำเสียแต่วันนี้

ตอนนี้เรากำลังทบทวนความรู้ทฤษฎีเรื่อง logic programming และ argumentation คิดว่าเมื่ออ่านจบเข้าใจดีแล้ว คงจะได้เริ่มเขียนบล็อกเสียที หวังว่าอย่างน้อยเดือนละชิ้นคงจะเขียนได้

ท้ายสุดนี้ เราขอยกพระบรมราโชวาทของพระองค์ที่เราชอบมากที่สุดมาไว้ ณ ที่นี้

ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้อง และเป็นธรรม ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ ให้ได้จริงๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้นๆ ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ 

พระราชดำรัส พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่าน ในพิธีเปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ 12 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 12 ธันวาคม 2513

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความตั้งใจอันแรงกล้า กับ argumentation

ฮ่าๆๆ ขอหัวเราะให้กับตัวเองเป็นอย่างแรก ฉลองการเขียนโพสนี้ หลังจากที่พบว่าเคยตั้งใจจะเขียนบล็อกเดือนละครั้ง ผ่านมาครึ่งปีแล้วสินะ

หัวข้อโพสนี้ฟังดูมีไฟมาก สืบเนื่องจากเมื่อวานคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา และบอกว่าอยากจะเขียนเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยที่เราทำกัน สอนคนอื่นๆที่อาจจะสนใจเกี่ยวกับ  reasoning system โดยใช้แนวทางของ argumentation
และเนื่องจากคิดว่าอาจจะมีหลายๆคนที่ไม่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษประจวบกับไม่รู้ว่าจะไปเริ่มอ่านอะไรดี เราเลยอยากเขียนเป็นภาษาไทย

เล่าให้อาจารย์ฟังว่า เคยเขียนเกี่ยวกับ math logic  นิดหน่อย แต่ว่าไม่มั่นใจในตัวเอง และรู้สึกว่าวิธีการอธิบายยังไม่ทำให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายพอ เลยหยุดไปพักใหญ่เลย

อาจารย์บอกว่าไอเดียดีมากเลย แล้วไอจะช่วยยูเอง ...เอิ่มอาจารย์อ่านภาษาไทยไม่ออกนะคะ พูดได้ไม่เกินสิบประโยคด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆ อาจารย์บอกว่ายูก็แปลมาสิ ว่าเขียนอะไรไปบ้างตรงไหนไม่เข้าใจ ไอจะช่วยตรวจทานให้

ด้วยความเกรงใจ เราก็ไม่ได้ตอบรับ อาจารย์พูดว่า เวลาที่เจอปัญหาว่าไม่มั่นใจในการถ่ายทอดความรู้ออกไป บางคนเลือกที่จะหยุดทำไปเลย บางคนเลือกที่จะถ่ายทอดต่อทั้งๆที่ไม่มั่นใจแบบนั้นแหละ และบางคนก็เลือกที่จะหาความรู้เพิ่มเติมและพยายามอธิบายให้ดีขึ้น ถ้ายูเป็นนักเรียนไอยูควรจะเลือกวิธีสุดท้ายนะ
แน่นอนอยู่แล้วค่า ไม่อย่างนั้นหนูจะกลับไปอ่านเปเปอร์ซ้ำๆอีกหลายรอบหรือคะ :)

โพสนี้เลยอยากจะบันทึกความตั้งใจอันแรงกล้าของเรา ฮ่าๆๆอย่าเพิ่งมอดละ
จะหาเวลาเขียนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ logic programming และ argumentation สำหรับคนที่สนใจอยากจะรู้ว่า reasoning system คืออะไร ถ้าอยากจะทำให้ระบบคิดอย่างมีเหตุมีผล จะเริ่มยังไงดี
หวังว่าเราคงจะมีเวลามาเขียนบทความแรกได้ ในเร็วๆนี้นะ ตอนนี้ขอไปปั่นงานส่งอาจารย์ก่อน แล้วเจอกัน !!!

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

ติดการ์ตูนเรื่องแรกของปี --- One punch man

เริ่มต้นปีใหม่มาเราก็อยู่ในโหมดอยากเป็นฮีโร่ขึ้นมาทันที ... และแน่นอน แรงบันดาลใจมาจากการติดการ์ตูนเรื่อง One Punch Man !!!!

เราไม่ได้อ่านมังงะ ที่มีแต่ใครๆบอกว่า แรกเริ่มเดิมทีเป็นแค่ลายเส้นกากๆเหมือนเด็กประถมวาด เพราะคนเขียนต้องการวาดเล่นๆ แต่เนื้อเรื่องมันดีมากจนมีคนไปวาดลายเส้นให้ใหม่ นับได้ว่าแค่ที่มาของการ์ตูนเรื่องนี้ก็เกรียนแล้ว

และแน่นอน พระเอกเรื่องนี้มันก็เกรียนได้ใจ ตั้งแต่ทรงผม ชุด บุคลิกไปจนถึงทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับตัวพระเอก .... แต่ที่เราอยากจะเอ่ยถึงการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพราะว่า มันเป็นการ์ตูน ฮา เกรียน
ที่เราอยากเน้น คือเนื้อเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรม ความจริงของสังคม และการเป็นฮีโร่ ที่คนเขียนแทรกไปในเรื่องต่างหาก ซึ่งแทรกไปได้พอเหมาะพอเจาะไม่ได้ยัดเยียด แต่สะท้อนสังคมได้ดีมาก

เราดูแต่อะนิเมะ ซึ่งซีซั่นแรกมี 12 ตอน ทั้งหมดนี้เราชอบตอนที่ 8-9 มากที่สุด ประทับใจจนอยากเป็นฮีโร่ขึ้นมาก็ตอนที่ดูตอนนี้แหละ

ตอนดูแรกๆ ไม่ได้รู้สึกว่าอยากติดตามเท่าไหร่ เพราะเห็นว่าพระเอกไม่หล่อ หัวโล้น ใส่ชุดยังกับซุเปอร์แมน (เพื่อให้ตัวเองดูเหมือนฮีโร่) สัตว์ประหลาดก็หน้าตาน่าเกลียด เราไม่ค่อยชอบ แต่พอดูๆไปสักสามตอน เริ่มหยุดไม่ได้ เพราะว่า เนื้อเรื่องมันฮา ตัวละครแต่ละตัวก็มีความฮา ความเกรียนของตัวเอง แล้วพอเข้าตอนที่พระเอกไปสมัครเข้าสมาคมฮีโร่แล้ว เนื้อเรื่องมันเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นสะท้อนสังคม ทำให้เราดูจนจบซีซั่นหนึ่งเลย

ทำไมเราถึงชอบประเด็นนั้น ... อยากให้ดูเอง !!! ไม่ได้แกล้งกันนะ แต่คิดว่าถ้าดูเองมันจะประทับใจมากกว่า คงสปอยได้แค่ว่า ... พระเอกเป็นฮีโร่ เพราะอยากเป็นฮีโร่ แต่หลายๆคน เป็นฮีโร่ เพราะเหตุผลอื่น อาจจะเพราะอยากมีชื่อเสียง หรือเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งตัวเอง ฯลฯ

สังคมก็เช่นกัน มีหลายๆครั้งที่คนที่ทำเรื่องที่ดี หรือเป็นคนทำงานจริงๆ ไม่ได้รับคำชมเชย แต่คนที่อาจจะทำบ้าง หรือแค่ทำพอให้เห็นหน้า กลับได้ไปเต็มๆ และหลายๆครั้ง เราไม่สามารถทำให้คนทุกคน ชอบหรือเข้าใจเราได้ ..แทนที่จะได้คำชม กลับได้คำติ หรือคำด่ามาแทน ถ้าเป็นเรา...จะทำใจรับตรงนี้ยังไง จะทำใจให้ไม่ท้อแท้ หรือโกรธกับสิ่งที่ได้รับ หลังจากความพยายามอย่างหนักของเราไหม
ep 8-9  เป็นทางเลือกของพระเอกที่ตอบสนองกับสังคมแบบนี้ ที่มันเป็นจริงในโลกใบนี้ จริงๆตอนอื่นๆก็มีแทรกมา แต่เราว่า สองตอนนี้พีคสุดแล้ว

ดูจบ  ep 9 แล้วเราอยากเป็นฮีโร่ แบบไซตามะ ...ไม่ใช่ว่าอยากเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ชนิดต่อยหมัดเดียวตาย สู้กับใครก็ไม่แพ้แบบพระเอก แต่ว่า อยากเป็นฮีโร่ เพราะอยากเป็นฮีโร่
แน่นอน..เราคงไม่ได้เป็นฮีโร่ที่แข็งแรงไปสู้กับเหล่าร้ายอย่างในการ์ตูน แต่อยากเป็นฮีโร่ โดยการใช้ความสามารถ ความรู้ที่ตัวเองมี เท่าที่จะทำได้ ช่วยเหลือโลกทางใดสักทางหนึ่ง ... เหมือนที่มูเมนไรเดอร์ (ฮีโร่ปั่นจักรยาน) ในเรื่องทำ

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๙

สวัสดีปีใหม่จ้าาาา 
เป็นธรรมเนียมที่พอถึงปีใหม่จะต้องมีความคิดที่ว่าจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆดีในแต่ละปี แต่พอผ่านไปๆ ก็เหมือนเดิม ไม่ค่อยจะสำเร็จ ฮ่าๆ เอาล่ะ ปีนี้ก็มาเริ่มใหม่กันบ้างนะ ตั้งใจว่าจะทำอะไรหลายๆอย่าง หวังว่าจะสำเร็จได้ครบตามหวัง

ปีนี้เราชอบพรจากในหลวงเนื่องในวันปีใหม่มาก เพราะสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง และเราสามารถนำไปปฎิบัติตามเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้จริงๆกับทุกผู้ทุกคน แน่นอนรวมถึงตัวเราด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2559 เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ความว่า
" ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จ สมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา
ความสุขความเจริญนี้ แม้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ในวิถีชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งความสมหวังและผิดหวัง เป็นปรกติธรรมดา ทุกคนจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมการให้พร้อม อย่าประมาท
ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ท่านทั้งหลาย ได้รักษาและสร้างเสริมสุขภาพของตนให้สมบูรณ์ ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง หนักแน่น และมีสติ รู้เท่าทันอยู่เสมอ จักได้สามารถนำพาตนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ อันไม่พึงประสงค์ จนบรรลุถึงความสุข ความเจริญและความสำเร็จได้ดังที่ตั้งใจปรารถนา
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน"" 

สำหรับเราปีที่ผ่านมา มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีทั้งประสบการณ์ที่ดีและแย่ แต่ไม่ว่าจะยังไงมันก็ผ่านไปแล้ว อดีตก็คืออดีต การที่เราเอาอดีตกลับมาคิดแล้วเสียใจ ใส่อารมณ์ลงไปก็รังแต่จะทำให้ตัวเองเจ็บปวด และก็เจ็บปวดเพราะความคิดย้ำๆซ้ำๆของตัวเองด้วยสิ เหตุการณ์ในอดีตมันได้ผ่านไปแล้ว เราก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไปอย่าเอากลับมาทำร้ายตัวเอง ถ้าหากจะคิดก็ให้คิดมาสอนใจและเก็บไว้เป็นบทเรียนเพื่อบอกตัวเองว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก เราจะหาทางแก้ไขยังไง หรือจะตัดสินใจยังไงดีกว่า

ส่วนอนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง อย่าไปคิดกังวลจนไม่เป็นอันทำอะไร ให้เตรียมวางแผนการให้พร้อมในส่วนที่เราทำได้ ต่อไปก็ปล่อยให้เรื่องราวมันเกิดขึ้นไปตามทางของมัน พอสถานการณ์เปลี่ยนเราก็ค่อยมาวางแผนรับมือกับมันใหม่

แน่นอนว่าการมีสติ สัมปชัญญะ จะช่วยเราได้มากในการตัดสินใจต่อสถานการณ์ปัญหาต่างๆ เพราะถ้าขาดสติเราจะขาดความรอบคอบ ในการแก้ปัญหา ขอให้ทุกคนรวมถึงตัวเราเองหมั่นมีสติรู้ทันให้มากๆนะคะ

เอาล่ะ เริ่มต้นปีใหม่กันได้แล้ว ^__^

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘

สวัสดีปีใหม่ค่า ขอให้ปี ๒๕๕๘ นี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกๆท่านนะคะ

หายหน้าไปไม่ได้อัพเดทบล็อกซะนานเลย ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวคำว่า สุขสันต์วันปีใหม่ทุกๆคนนะคะ
ปีที่ผ่านมามัวแต่ยุ่งๆกับเรื่องเรียนเรื่องสอบ ตอนนี้ก็ฝ่าฟันกันไปจนหมดเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็ตั้งหน้าตั้งตามุ่งงานวิจัยที่ต้องนำเสนออาจารย์กันต่อไป

โดยปกติแล้วมักจะนิยมทบทวนกันว่า ปีที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรไปบ้างเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำตามที่คิดไว้  และปีต่อไปตั้งเป้าหมายอะไรไว้บ้าง ส่วนตัวเราเองแล้วไม่ค่อยจะกลับไปสำรวจอะไรอย่างละเอียดเท่าไหร่ ไม่ค่อยจะตั้งเป้าหมายอะไรชัดเจนด้วย ก็ดูเหมือนเป็นคนไร้ระเบียบแบบแผน พูดง่ายๆเราก็คือคนขี้เกียจนั่นเอง ฮ่าๆๆ

จริงแล้วสำหรับตัวเราเองมีแค่เป้าหมายกว้างๆอยู่แค่สองข้อที่ตั้งใจไว้ เป็นเป้าหมายที่สำเร็จได้ยาก กว่าจะเห็นผลกันก็คงช้า หรืออาจจะไม่สำเร็จเลยก็ได้ แต่ก็เรียกได้ว่านั่นคือแผนการชีวิตที่เรามีในใจจริงๆ และเป็นความต้องการของตัวเองจริงๆ นอกนั้นก็ทำอะไรไปตามใจเรื่อยๆ  อ่านแล้วอย่าเลียนแบบเราเลยนะคะ เราเป็นบุคคลผู้ซึ่งบ้าๆบอๆ ฮ่าๆๆ

แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราคิดว่าเราควรจะบันทึกอะไรสักหน่อยที่เกี่ยวกับเรื่องราวในปี ๒๕๕๗ ที่เพิ่งผ่านไปดีกว่า
๑. การเรียนให้ได้เกรดดีมากไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่การจะเรียนรู้บางเรื่องให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเชี่ยวชาญอาจจะต้องการความสามารถแฝงบางอย่างที่ไม่ได้มีอยู่ในตัวทุกคน
๒. สัตว์มันสื่อสารกับมนุษย์ไม่ได้ ร้องขออะไรก็ไม่ได้ หิวก็หุงหากินไม่เป็น มันก็ขอแค่มีที่กินที่อยู่ที่วิ่งเล่นบ้าง ที่ว่ากันว่าสัตว์สร้างความรำคาญให้ เป็นตัวปัญหา เราคิดว่ามันก็ยังไม่อันตรายเท่าปัญหาที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้นมาเลย
๓. เห็นหน้ากันเมื่อเช้าสายตาย สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา เย็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วย ดับสูญ
๔. แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นความทุกข์ แต่เพราะความผูกพันก็ยังทำให้เราเสียน้ำตาได้ เมื่อเวลานั้นมาถึง
๕. ทำไมเราต้องการอิทธิบาท ๔ เพราะนั่นเป็นทางแห่งความเพียร อันซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จของสิ่งที่ตั้งใจ ลองแค่เอาใจออกห่างจากเรื่องที่เคยสนใจสักพักสิ จะรู้ว่าความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม ความตั้งใจอันแรงกล้าที่เคยมีครั้งแรกๆมันหายไป
๖. ชีวิตนี้อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก จงอย่าตั้งอยู่ในความประมาท ขอให้เตรียมใจให้พร้อมยอมรับ เพื่อที่ว่าเมื่อเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นแล้ว เราจะได้ไม่ฟูมฟาย ไร้สติจนทำอะไรไปโดยไม่ยั้งคิด แล้วก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์
๗. การมีความเมตตาเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องจำไว้ว่า ถ้าเมตตาเขาแต่ทำเราเดือดร้อน ก็แสดงว่าไม่เมตตาตนเอง เมื่อทำไปแล้วตัวเองก็รู้สึกทุกข์ใจจะทำไปทำไม

อากาศเย็นๆต้อนรับปีใหม่แบบนี้ ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆเลย ที่บ้านอากาศหนาวมาก ต้องก่อไฟกองฟางนั่งผิงไฟกันตอนเช้าๆ กินมันเผาไปด้วยอร่อยสุดๆ ฮิๆๆ เดี๋ยวนี้ไม่หนาวขนาดนั้นแล้ว แถมกองฟางก็ไม่มี อย่างว่าแหละนะ โลกมันไม่เที่ยงนี่เนาะ สวัสดีปีใหม่ค่าาาาาาา ^ ^

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มาช่วยกันเถอะ มาช่วยแบ่งปันน้ำใจกัน

ไม่ได้เขียนบล็อกมาซะนาน ด้วยว่าระดับความยุ่งอยู่ในระดับสูงสุดมาเป็นเดือนๆ ก็มีเคยคนบอกว่าจะยุ่งไม่ยุ่ง คำว่าไม่มีเวลาเป็นเพราะเราไม่ใส่ใจ ถ้าเราให้ลำดับความสำคัญของอะไรมาก ก็จะมีเวลาทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว คงจะไม่มีคำว่ายุ่งหรอกจริงมั้ยคะ เขียนเองก็งงเอง  ฮ่าๆๆๆ

เชื่อมั้ยคะว่า... หลายครั้งแรงบันดาลใจเรามาจากการดูละครและอ่านการ์ตูนนี่ล่ะค่ะ เพราะเรื่องจริงก็มีแฝงอยู่ในเรื่องไม่จริงเหล่านี้เหมือนๆกัน  วันนี้เราอยากเขียนระบายความรู้สึกที่ฝังใจมากๆของเรา

"ลุงคนหนึ่งนั่งมองร้านขายขนมแต่ตัวเองมีเงินไม่พอที่จะซื้อยกชุด ก็ได้แต่นั่งมองเงินในมือ แล้วก็คิดว่าถ้าขอแบ่งซื้อชิ้นเดียวแม่ค้าจะขายให้หรือเปล่า" สมัยเรียนมัธยมต้องอยู่หอพัก เราได้เงินจากแม่ใช้เป็นรายสัปดาห์ เวลาอยากกินขนมเราก็ต้องคำนวณแล้วคำนวณอีก ช่วงนั้นกำลังโต กินเก่ง (แย่งน้องกินประจำ) ก็จะเลือกซื้อแต่ขนมที่ราคาถูกๆอันใหญ่ๆไว้ก่อน แต่บางครั้งมันก็อยากกินขนมอร่อยๆบ้าง เงินก็มีไม่พอ พอนึกถึงช่วงเวลานั้นแล้ว ก็เลยเข้าใจความรู้สึกของคุณลุงไม่ยาก ว่าความหิวมันทรมานขนาดไหน

"ทหารเตรียมตัวออกรบ ได้แต่นั่งดูรูปครอบครัวคนรัก เพราะรู้ว่าเดินออกไปมีโอกาสจะตายสูงมาก พ่อแม่ลูกเมียก็อยู่ที่บ้านรอคอยการกลับมาของเขา แต่เขาก็ต้องไปทำหน้าที่"  เราเคยดูข่าวฟังข่าวทหารเสียชีวิตมาก็มาก รู้สึกเสียใจและชื่นชมการเสียสละของนักรบเหล่านี้  แต่ก็ไม่เคยนึกไปถึงหัวอกของครอบครัวของเขา และความรู้สึกของทหารเหล่านั้น

ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเรา รู้ตัวว่าจะต้องไปตาย เราจะกล้าเดินออกไปมั้ย สิ่งที่นักรบเหล่านั้นเสียสละ ไม่ใช่แค่ เงินทอง แรงกาย แต่ว่า มันคือชีวิตของเขาทั้งชีวิต และความสูญเสียที่ครอบครัวของเขาต้องเจอ ถ้าเขาตายไป คนข้างหลังจะอยู่กันยังไง

"คนป่วยใกล้จะตาย หมอบอกว่าไม่มีโอกาสรอด ก็หยุดการรักษา ได้แต่เยียวยาไปตามอาการ แต่ว่าหมอฝึกหัดก็ยืนยันพยายามที่จะหาทางช่วยเหลือจนวินาทีสุดท้าย ในที่สุดคนป่วยก็เสียชีวิต" เราเห็นความพยายามที่หมอตั้งใจจะช่วยชีวิตคนไข้ (ซึ่งในสายตาผู้มีประสบการณ์ ก็อาจจะมองว่าเป็นความดื้อรั้น ทำให้คนป่วยทรมานมากขึ้น ซึ่งต่างคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง ไม่มีใครผิดใครถูก) ได้เห็นความรู้สึกหมดหวัง ความรู้สึกของการเห็นแสงแห่งความหวังที่จะได้กลับมาเป็นปกติ

ถึงแม้คนเราจะรู้ว่าวันนึงต้องตาย หลีกหนีความตายไม่พ้น แต่ถ้ามีทางไหนที่ความเจ็บปวดนั้นจะลดลง หรือมีทางยืดเวลาที่จะจากโลกนี้ออกไปได้ให้นานอีกนิดนึง คนๆนั้นก็คงอยากจะลองเสี่ยงใช้วิธีทางนั้นดู

อ่านแล้ว อาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ !! เราเป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย ดูจะอินกับละครเหลือเกิน เราไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นแค่ความรู้สึกของการอินกับละคร หรือเป็นการที่เราเก็บเอาเรื่องๆนึงมาคิดให้มันละเอียดขึ้นกว่าเดิม ก็เลยทำให้เป็นแบบนี้หรอกนะคะ

แต่ว่า...เรื่องต่างๆเหล่านี้ที่เราไม่ได้พบเจอจริงๆในชีวิตประจำวัน เราก็เลยได้แต่มองผ่าน อ่านข่าวไปก็รู้สึกเห็นใจบ้าง แต่ไม่เคยคิดมากไปกว่านั้น แต่พอมาคิดให้ละเอียดมากขึ้น ความคิดมันสามารถสื่อบางอย่างให้เราได้

บางครั้งที่เรารู้สึกสับสน วกวนกับความคิดตัวเอง โดยเฉพาะเวลาที่จะทำงานอะไรสักชิ้นที่มันไม่ได้เกิดจากความต้องการของเราเอง มันต้องหาแรงบันดาลใจก่อนว่าจะทำไปเพื่ออะไร และทำไปทำไม ซึ่งบางทีมันตอบไม่ตรงใจของตัวเองน่ะค่ะ

แต่ตอนนี้เราตอบตัวเองได้แล้วว่า....ถ้าไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร ก็ให้ทำให้งานนั้นออกมามีประโยชน์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะคน หรือสัตว์ ก็ตาม และถึงแม้จะไม่สามารถทำให้งานของเราช่วยเหลือทุกคนได้ แต่ถ้าอาจจะมีส่วนช่วยแค่คนกลุ่มหนึ่งที่เขากำลังเดือดร้อน หรือกลุ่มคนที่น่ายกย่องและต้องการกำลังใจ ถ้าเราทำได้ เราก็ยินดีและมีแรงจะทำงานแล้วค่ะ

ไม่ว่าจะเลือกทำสิ่งใด จะช่วยเหลือด้วยทรัพย์สิน ที่กว่าจะหามาได้ก็ยากเย็น ได้มาก็อยากใช้ให้คุ้มกับหยาดเหงื่อของตัวเอง หรือจะช่วยด้วยแรงกาย ไม่ว่าจะทางไหนก็ดี หรือแค่ส่งกำลังใจไปให้
เราคิดว่า ไม่ว่าคนอื่นๆจะเห็นสิ่งที่เราทำหรือไม่ก็ตาม จะยิ้มตอบรับหรือกล่าวขอบคุณหรือไม่ มันไม่สำคัญ เท่ากับที่เราสุขใจกับสิ่งที่เราได้ทำลงไปหรอกค่ะ  ลองทำสักนิด แล้วจะติดใจกับความสุขเหล่านี้นะคะ :)

ช่องทางดีๆ ที่เราพอจะพบเจอและช่วยเหลือกันได้
แล้วก็ส่งกำลังใจให้ทหารและตำรวจชายแดนกันเถอะค่ะ 

ปล. เรานับถือศาสนาพุทธค่ะ เราก็เลยเชื่อเรื่องบาปบุญ ซึ่งคำว่าบุญ คือการที่จิตละจากกิเลส เวลาที่ทำบุญ ไม่ว่าจะถวายสังฆทาน สร้างพระ สร้างวัด หรือช่วยเหลือคนและสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ขณะนั้นจิตเราละจากกิเลส เพราะเวลานั้น เราไม่คิดจะโลภอยากได้ของใคร ไม่โกรธ เพราะถ้าไม่เมตตาคงให้หรือช่วยเหลือใครไม่ได้ ดังนั้นเราก็ได้ละจากกิเลสช่วงเวลาหนึ่ง หมั่นทำไปบ่อยๆก็จะชิน จิตก็จะละได้มากขึ้นเองค่ะ

การทำบุญในพระพุทธศาสนา อย่างสร้างวัด สร้างพระ ก็เป็นการช่วยต่ออายุศาสนา ช่วยสร้างที่พักพิงจิตใจให้คนรุ่นต่อๆไป การช่วยเหลือคนและสัตว์ตกทุกข์ได้ยาก ก็เป็นการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ความหิว ให้เขามีชีวิตรอดต่อไปได้ ไม่ว่าจะทำทางไหนก็เป็นบุญทั้งนั้น เลือกทำตามใจชอบ จะได้รู้สึกปลื้มใจค่ะ

เราไม่ใช่คนที่ปฎิบัติดีอะไรนะคะ และไม่ได้อยากอวดอ้างตัวว่าธรรมะธรรมโม เราก็เป็นแค่มนุษย์ขี้เหม็นคนนึงเหมือนกันค่ะ เราแค่อยากเขียนในสิ่งที่เรียนรู้มา เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับใครๆบ้างเท่านั้นเอง  อย่าถือสากันนะคะ :)

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันเถอะ -- ว่าด้วยเรื่องการเสียเหงื่อ

หลังจากปรับพฤติกรรมการกินแล้วเนี่ย มันช่วยได้ในเรื่องของการรับเข้าไป ช่วยให้รับแต่สิ่งที่มีประโยชน์เข้าไป ลดการรับไขมันไม่ดี แต่อีกปัญหานึงที่เราต้องแก้ก็คือ การเอาไขมันไม่ดีเก่าๆออกมา และที่สำคัญก็คือ อาการเหนื่อยง่าย

แน่นอนว่าใครๆก็เป็น เพราะเราทำงานที่ไม่ได้ออกแรง วันๆนั่งอยู่กับเก้าอี้ เดินไปมานิดหน่อย แล้วก็นอน ดังนั้นแค่เราเดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นเราก็รู้สึกหายใจแรง เริ่มเหนื่อยแล้ว 

ถ้าเป็นผู้อาวุโส การเดิน ทำงานบ้าน ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสม แต่ว่า...เราก็คิดว่าตัวเองยังไม่ได้อาวุโสขนาดนั้นอ่ะนะ ก็เลยอยากจะออกกำลังกายในแบบที่หนักขึ้นมาอีกหน่อย ดังนั้นก็ควรจะเล่นกีฬา แต่ติดตรงที่ เราเป็นคนเล่นกีฬาไม่เก่งมาก(ขอยืนยันว่ามาก) ขนาดที่สมัยมัธยมต้นจะมีใครบ้างที่เรียนวิชาพละศึกษาแล้วได้เกรด 1 ....นอกจากเราคนเดียวในห้อง

เพราะฉะนั้น กีฬาเดียวที่เราเล่นเป็น เพราะสามารถเล่นได้คนเดียว ไม่ต้องไปแข่งกับใคร คือการวิ่ง กระโดดเชือก และ เดินเร็ว (น่าภูมิใจในตัวเองมาก)  ก็เลยทำให้การออกกำลังกายของเราคือการออกมาวิ่งจ๊อกกิ้งวันละประมาณ 20-30 นาที ซึ่งก็พยายามทำทุกวัน เพราะถ้าไม่ทำทุกวัน มันจะขี้เกียจ (ความขี้เกียจมันมีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วไง) 

ผลลัพธ์จากการวิ่งเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับเรา เพราะอาการเหนื่อยง่ายมันหายไป และเราสามารถเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานไกลได้โดยไม่เหนื่อยหอบ แต่..พอวิ่งบ่อยๆเข้า ก็เริ่มเบื่อ เพราะวิวทิวทัศน์ก็เหมือนเดิม วิ่งๆไปก็เหนื่อยเท่าเดิม อัตราความเร็วในการวิ่ง กิจกรรมการออกท่าทางก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง(ก็ก้าวเท้าและแกว่งแขนเหมือนเดิม) ทำให้เราเริ่มมองหาลู่ทางออกกำลังกายแบบอื่น

ส่วนตัวเราชอบศิลปะการต่อสู้ เคยฝันตอนเด็กๆว่าอยากเก่งทั้งบู๊และบุ๋น แต่คงได้แค่ฝัน เพราะแก่เกินจะไปฝึกกับน้องๆหนูๆได้ ก็เลยทำให้ไปฝึกๆจับๆอยู่ได้ไม่นาน ถ้ามีชมรมมวยไทยคิดว่าจะไปสมัครเหมือนกัน น่าจะเหมาะกับเรา อิอิ

หาลู่ทางอยู่นาน...และแล้วก็ค้นพบทางออกใหม่ นั่นก็คือไปฟิตเนส ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง แต่อยากฝึกฝนร่างกาย ไม่ให้มันอ่อนแอเร็วเกินไป (ที่จะให้แข็งแรงขึ้นคงยาก เพราะยิ่งแก่ก็มีแต่ยิ่งเสื่อมลงทุกวัน)  ก็มาลงเอยที่ฟิตเนสใกล้ๆที่พักนี่แหละค่ะ สลับกับการไปวิ่งข้างนอกบ้าง เพราะว่าในฟิตเนสไม่มีวิวสวยๆให้ดู แต่ก็มีเครื่องเล่นหลายอย่างทำให้เราไม่ค่อยเบื่อ ซึ่งโปรแกรมการออกกำลังกายของเรา ก็ไม่ได้เน้นเผาผลาญแคลอรี่เพื่อเอาไขมันออกอย่างเดียว แต่ว่าเสริมการสร้างกล้ามเนื้อด้วย ดังนั้นโปรแกรมของเราก็จะเป็น
  • วอร์มอัพก่อน ยืดเส้นยืดสาย ให้กล้ามเนื้อมันถูกกระตุ้นเพื่อลดอาการบาดเจ็บ
  • ออกกำลังกายแบบเน้นเผาไขมัน เช่น วิ่ง  ปั่นจักรยาน เล่น elliptical เล่นอย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่องประมาณ 30-40 นาที
  • พักสักแป๊บนึง แต่ไม่ต้องถึงกับเอาให้หายเหนื่อยหรอกนะคะ
  • เริ่มการสร้างกล้ามเนื้อ ด้วยการยกดัมเบล สำหรับเราไม่เน้นกล้ามโต แต่ต้องการกระชับ ก็จะยกน้ำหนักไม่มาก ทำเซ็ตละ 12 ครั้ง ท่าละ 3 เซ็ต พักเซ็ตละ 30-60 วินาที ส่วนท่าที่เล่นก็จะเน้น ไหล่ หลัง ต้นแขนด้านนอกและด้านใน
  • กระชับต้นขาและน่อง ด้วยการยกน้ำหนักด้วยขา (ใช้เครื่องช่วย) เราใช้น้ำหนักน้อยที่สุด เซ็ตละ 6 ครั้ง ทำ 3 เซ็ต
  • กระชับหน้าท้องด้วยการทำท่า crunch หรือซิทอัพ 50 ครั้ง
  • กลับไปเผาไขมันอีกรอบ ครั้งนี้เล่นต่อเนื่อง 15-20 นาที
  • หลังจากพักแล้ว ก็สร้างกล้ามเนื้อกันใหม่ ยกดัมเบลเหมือนเดิม ท่าเดิม แต่ลดเหลือ ท่าละ 2 เซ็ต
  • แล้วก็กระชับหน้าท้องอีก 50 ครั้ง
  • จบด้วยการวอร์มดาวน์ ยืดเส้นยืดสาย คลายอาการตึงของกล้ามเนื้อ
  • เราไม่อยากยกน้ำหนักเยอะมากๆ เพราะกลัวกล้ามขึ้นเป็นที่สุด

ทั้งหมดนี้เราจะใช้เวลาในฟิตเนสประมาณ  1 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 2 ชั่วโมง แล้วแต่เวลาที่เหมาะสม ซึ่งเราก็ยังไปฟิตเนสไม่บ่อยนัก ส่วนมากจะอ่านหนังสือหัวฟูเครียดอยู่ที่ห้อง แต่ก็พอมองเห็นผลลัพธ์บ้าง ที่เห็นได้ชัดก่อนใครเลยก็คือ กล้ามแขน 

กลายเป็นว่าแขนเรากระชับขึ้นจนสังเกตได้ เห็นเป็นกล้ามเนื้อแน่นๆ จับไปไม่เหลวเหมือนเมื่อก่อน ตอนแรกเราถึงกับตกใจนึกว่ากล้ามขึ้น ฮ่าๆๆๆ ส่วนอื่นๆก็ดีขึ้นตามลำดับ (ไม่ขอบรรยายรูปร่างตัวเองนะคะ มันไม่น่าดู) 

เอาเป็นว่า...เราอยากบอกว่าการออกกำลังกายมันดี เพราะผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งที่เราลืมบอกไป ซึ่งมันดีมากๆ ก็คือ มันคลายเครียด บางวันทำงานเหนื่อยๆ พอเหงื่อออกท่วมตัว มันไม่ต้องคิดอะไร ทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นเยอะเลย แถมอายุมากขึ้นเมตาบอลิซึ่มมันต่ำลง การออกกำลังช่วยให้กระบวนการเผาผลาญของร่างกายมันดีขึ้นได้ด้วยค่ะ

แต่ว่า...ก่อนจะรู้สึกดี คงจะต้องรู้สึกทรมานกับอาการปวดเมื่อย เพลียจากการออกกำลังกายในระยะแรกๆกันก่อนนะคะ เราจึงขอแนะนำว่า สำหรับคนที่เล่นระยะแรก ไม่ต้องใช้เวลานาน ออกกำลังแค่ 30-50 นาทีก็พอ (รวมวอร์มอัพและดาวน์) และออกกำลังกายเบาๆ ค่อยเพิ่มความหนักทีละน้อย ค่อยๆเป็นค่อยๆไปแบบนี้จะดีที่สุดค่ะ เดี๋ยวนี้ ถึงแม้ถ้าเราจะไม่มีเวลา งานยุ่งหรือเครียดมากจนไม่อยากไปออกกำลังกาย ทำให้อาทิตย์นึงได้ไปแค่วันเดียว แต่อาการเหนื่อยง่ายก็ไม่มาให้เห็น ที่สำคัญพอกลับไปเล่นใหม่ก็ไม่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเลย (เพราะเราไม่ออกหนักเกินไปในวันแรกด้วยแหละ)

สุดท้ายนี้ เราขอเชิญชวนให้ทุกๆคน หันมาใส่ใจดูแลตัวเอง กินอาหารที่ดีมีเวลาไปออกกำลังกายบ้าง แล้วจะได้สดชื่นแจ่มใสจากข้างใน ไม่ต้องไปซื้อหายาหรือวิตามินแพงๆมากินกันนะคะ  ที่สำคัญดูแลร่างกายแล้วอย่าลืมดูแลใจตัวเองให้ผ่องใสด้วยล่ะ
บ๊ายบาย ฝันดีค่ะ :)

อ้อ ลืมบอกไปค่ะว่า สำหรับใครที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ควรจะเน้นเผาผลาญไขมันก่อน ด้วยการ วิ่ง ปั่นจักรยาน เล่น elliptical อะไรจำพวกนี้ก่อนนะคะ จนน้ำหนักลดลงมาระดับนึงแล้ว (ไม่ต้องถึงกับผอม) แล้วก็ค่อยๆเริ่มสร้างกล้ามเนื้อ เพราะถ้าเล่นกลุ่มสร้างกล้ามเนื้อหนักๆตั้งแต่ตอนที่น้ำหนักตัวมากๆเนี่ย ร่างจะใหญ่ไม่รู้ด้วยนะ

หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันเถอะ -- ว่าด้วยเรื่องกออินอกิน

จริงๆแล้วอยากให้บล็อกนี้มีไว้เผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์ด้านคอมพิวเตอร์  แต่ไปๆมาๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเวลา แล้วก็รู้สึกว่าถ้าไม่อัพเดทบล็อกนานมากๆ ก็คงจะเสียความตั้งใจหมด เลยกลายเป็นว่า แบ่งเวลานิดๆหน่อยๆ มาเขียนเรื่องที่เป็นประโยชน์เรื่องอื่นแก้ขัดไปก่อนละกันนะ (เพราะการเขียนบล็อกเกี่ยวกับความรู้คอมพิวเตอร์มันใช้เวลาเขียนนานมากเลย)

วันนี้ฉลองที่เหนื่อยมากจัด ไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือ ก็เลยแวะมาเขียนอะไรเล่นๆสักหน่อย เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองให้ความสำคัญอยู่ช่วงนี้ คือเรื่องของสุขภาพร่างกายตัวเอง

อันที่จริงแล้ว เราไม่ใช่คนที่สนใจดูแลตัวเองเท่าไหร่ ประมาณว่าใช้ร่างกายจนคุ้มแต่ไม่สนใจบำรุงกันเลย ไม่ว่าจะบำรุงภายนอกด้วยการโปะเครื่องสำอางต่างๆ หรือบำรุงภายในด้วยการกินอยู่อย่างถูกวิธี ก็ไม่เคยจะนึกถึง ยิ่งตอนเรียน เราใช้ร่างกายอย่างผิดสุขลักษณะมากๆ หลักๆก็ ทำงานกลางคืนนอนกลางวัน บางทีก็ไม่นอนข้ามวันข้ามคืน มากที่สุดก็ไม่นอนประมาณ  2 วันเต็มๆ กินไม่เป็นมื้อ หิวเมื่อไหร่ก็กิน และไม่ค่อยกินข้าว กินอาหารเบาๆแค่ให้พอหายหิว บวกกับภาวะเครียด จนสุดท้ายร่างกายมันเริ่มส่อแววให้เห็นว่า ถ้าไม่เลิกทำตัวแบบนี้ คงจะคบกันไม่ได้แล้วนะ

เนื่องจากอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ ร่างกายก็เริ่มไม่เหมือนเดิม เราก็เลยคิดว่าต้องปรับปรุงตัวแล้วล่ะ ไม่งั้นไอ้ร่างเน่าๆนี่คงจะเลิกคบกันแน่ๆ ก็เลยหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง เท่าที่พอจะทำได้ (และถ้าไม่ขี้เกียจซะก่อน)

เรื่องอาหารการกิน ก็พยายามกิน 3 มื้อ โดยที่ มื้อเช้ากับกลางวันจะกินปกติ แต่มื้อเย็นจะลดอาหารจำพวกแป้งลง  และก็เพิ่มวิตามินให้กับร่างกาย ด้วยการกินอาหารพวกธัญพืชเสริมเข้าไป พยายามเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหาร หลักๆจะพยายามเป็นโปรตีน จากปลา ไก่ ไข่ และเต้าหู้ และลดอาหารจำพวกทอด หรือมันๆ ทำให้อาหารแต่ละมื้อของเราก็จะมี  (สลับสับเปลี่ยนไปแต่ละวัน)

  • ปลาทู (มีโอเมกก้า3 ช่วยเพิ่มความจำ) มีโปรตีน ไขมันน้อย
  • ไข่ไก่ เต้าหู้ หรือ ไก่ เพื่อโปรตีน ถ้าไม่มีก็เนื้อหมู
  • ผักเยอะๆ พยายามกินผักหลายๆชนิด (ตระกูลเห็ด เห็ดฟางมีธาตุเหล็กสูง บร็อคโคลี คะน้า) 
  • ระหว่างวัน จะกินธัญพืช พวก งาดำคั่ว (เพิ่มแคลเซียม) เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ เพื่อเพิ่มพวกวิตามินบี
  • ผลไม้ตามฤดูกาล ฝรั่ง มีวิตามินซีสูง สับปะรดช่วยย่อย(แต่หวาน อาจมีน้ำตาลเยอะ) มะละกอ (ช่วยในการขับถ่าย)  กล้วย (มีโพแทสเซียมทำให้สดชื่น)
  • เปลี่ยนแหล่งกินคาโบไฮเดรตให้ได้จากผักกินหัวบ้าง เช่น มัน ฟักทอง เผือก (สำหรับคนที่ไม่ได้กินข้าวกล้อง)
  • พยายามกินอาหารที่ทำจากถั่ว ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วลันเตา ถั่วพู มีประโยชน์ทุกถั่ว

ผลจากการที่เรากินแบบนี้มาระยะหนึ่ง ทำให้พบว่า เราสามารถรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ได้ ทั้งที่เราเป็นคนชอบกินของหวานมาก ช็อคโกแลตนี่กินเป็นอาหารหลักยังได้ (แต่เราลดปริมาณการกินของหวานลงไปเยอะ)  และระบบขับถ่ายเป็นปกติดี (เราเป็นคนท้องผูกง่ายมาก) อาการผมร่วงก็ลดความรุนแรงลง (ตอนแรกใช้แชมพูสำหรับผมร่วงยังไม่ดีขึ้นเลย)

ที่น่าตื่นเต้นสำหรับเราคือ เราค้นพบว่า ถั่วให้พลังงานสูงมาก และอิ่มท้องได้นานจริงๆ เพราะเราเคยทดลองกินอัลมอนด์คู่กับผลไม้เป็นมื้อเย็น แทนการกิน โยเกิร์ตหรือนมกับผลไม้ (บวกไข่ต้มอีกฟองด้วย) พบว่า อัลมอนด์ทำให้อิ่มท้องได้นานกว่า (นอนตีหนึ่งยังไม่หิว)

ปัญหาคือ เราเป็นคนไม่ชอบกินเครื่องในสัตว์ และไม่ค่อยชอบกินเนื้อสัตว์ (จริงๆเราไม่ชอบกินปลามากที่สุด) แต่จะชอบกินอาหารจำพวกแป้งกับผักผลไม้มาก ดังนั้น เราก็เลยชดเชยธาตุเหล็กจากผัก หาโปรตีนจากไข่กับปลาทูและอกไก่ (มีไขมันน้อย) ลดขนมหวานโดยเฉพาะที่มีแป้งประกอบ ลดปริมาณข้าวขาว แล้วเราก็กินมันต้มแทน 

อีกเรื่องนึงที่ถือได้ว่าทรมานจิตใจสุดๆ นอกจากลดปริมาณขนมหวาน ก็คือ การลดปริมาณขนมไร้สาระ เพราะว่าของกินที่เราชอบมากที่สุดในโลก ก็มีแต่พวก เจลลี่ (จอลลี่แบร์ กับพวกเจลลี่ที่มีน้ำตาลโรย) มาร์ชเมลโล่ มะขามคลุกหวานๆ ช็อคโกแลต ป๊อกกี้รสสตอเบอรี่ และป๊อกกี้ทูโทน ฯลฯ ซึ่งมีแต่น้ำตาลกับแป้งทั้งนั้น 

แต่...เราต้องลดการกินของพวกนี้ลง  ดังนั้นเวลาที่อยากกินขนมไร้สาระเราจะกินอัลมอนด์ และพวกเมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม มีหลายๆครั้งที่เราอยากกินของหวานมากๆ แต่พยายามอดใจไว้ เราก็จะกินโยเกิร์ตรสสตอเบอรี่ (ยี่ห้อเมจิ มีลูกสตอเบอรี่ใหญ่มาก) แล้วจินตนาการว่ามันคือป๊อกกี้รสสตอเบอรี่

ท้ายนี้อยากจะบอกว่า ถึงแม้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมันจะยาก แต่ก็อยากให้ทำกันค่ะ เพราะผลที่ได้รับมันคุ้มค่าจริงๆ แม้จะต้องอดใจจนทรมานแค่ไหน แต่พอทำนานๆไปจะเริ่มทรมานน้อยลง อย่างเราทุกวันนี้ อาการเพ้อถึงขนมไร้สาระกับเค้กหอมๆ เนื้อละเอียดนุ่มลิ้น ที่ชวนให้เราไปซื้อกินมันก็ลดความถี่ลงได้ค่ะ :)

ปล. เลือกซื้ออัลมอนด์ที่ไม่อบเกลือได้จะดีมากค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

สวัสดีปี ๒๕๕๖ กับสิ่งที่คิดจะทำในปีใหม่



พุทธศักราช ๒๕๕๖ สวัสดีปีใหม่ ปีงูเล็ก แต่ใจไม่เล็กนะคะ

ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวคำสวัสดีปีใหม่กันก่อนแล้วล่ะค่ะ สำหรับปีนี้ก็มีอะไรที่อยากจะทำอีกเยอะ ผ่านปีเก่ามาก็ตั้งหนึ่งปี มีอะไรหลายๆอย่างที่เข้ามาเป็นประสบการณ์ชีวิต และก็เพราะเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ที่ได้เจอนี่แหละ ที่ทำให้ความคิด และมุมมองต่อชีวิตของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปด้วย

จะว่าไปแล้ว วันขึ้นปีใหม่ก็เป็นเพียงวันๆนึง ที่มนุษย์เราอุปโลกมันขึ้นมาให้เป็นวันที่ใช้สำหรับการนับ และก็เพราะการนี้ก็มีหลายต่อหลายคนที่ยกให้มันเป็นวันพิเศษจัดเทศกาลเฉลิมฉลองกัน แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใดๆก็ตาม ถ้าสิ่งที่ทำยังคงอยู่บนพื้นฐานของการกระทำดี มาจากความคิดดี ก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าต่อการทุ่มเทกระทำค่ะ :)

สำหรับเราแล้ว ปีใหม่นี้ ได้รับพรพิเศษมาค่ะ จริงแล้วพรพิเศษนี้ขอพระที่เคารพน่ะค่ะ ขอท่านว่า "ขอให้เป็นคนที่มีสติ และระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตลอดเวลาค่ะ" เพราะว่า ไม่อยากประมาทอีกแล้วค่ะ เวลาที่ทำอะไรลงไปโดยไม่คิดให้รอบคอบ มักจะได้ผลที่ตามมาอย่างน่ากลัวเสมอเลย ก็เลยอยากจะให้ตัวเองมีสติมากขึ้น เวลาจะคิด พูด หรือทำสิ่งใดๆ จะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น รวมถึงตัวเองด้วย

สำหรับสิ่งที่อยากจะทำในปีใหม่นี้ ก็มีหลายเรื่องด้วยกัน แต่สิ่งสำคัญมากๆ ที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวและสามารถบอกกล่าวกันได้ก็คงจะเป็น
1.การเป็นผู้ให้ 
- เริ่มจากเขียนสิ่งที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์เผยแพร่ให้คนอื่นๆ 
- จัดอบรมในเรื่องต่างๆ และให้เด็กๆนำไปเผยแพร่กันต่อๆไป
- สานต่องานชมรมคอมฯ ให้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และได้ช่วยเหลือคนอื่นๆมากขึ้น
2. การเป็นผู้รับ
- จะต้องเรียนรู้มากขึ้นไปอีก หาความรู้ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์กับตัวเองและอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

คิดว่าสำหรับตัวเองแล้ว ณ ตอนนี้คงมีศักยภาพที่จะทำได้ประมาณนี้ หวังว่าคงจะทำได้และมีโอกาสได้ทำนะคะ :)

สุดท้ายแล้ว เราเองคงจะไม่มีมนต์วิเศษหรือพลังอะไรที่จะช่วยให้ทุกๆคนที่ทั้งรู้จักกันส่วนตัวและรู้จักกันผ่านตัวหนังสือสามารถสมหวังดังใจคิดได้ แต่จะขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนได้ประสบความสำเร็จในสิ่งดีๆที่หวังไว้นะคะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ