ผ่านไปแล้วหนึ่งปี กับเรื่องราวไร้สาระมากมายที่เราทำ 5555 เรื่องไร้สาระที่ว่าก็คือ การดูการ์ตูนกับละครนั่นเอง จริงๆแล้วก็ไม่อยากเขียนบล็อกนี้เผยแพร่เท่าไหร่ เพราะมันดูไม่มีประโยชน์แล้วก็เป็นความชอบส่วนบุคคล แต่คิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่า อาจจะมีคนที่ชอบอะไรคล้ายๆกันก็ได้นะ ^^
ขอเว้นไว้ว่าสำหรับการ์ตูน Studio Ghibli นี่ไม่นับรวมในหมวดนี้นะคะ เพราะมันทรงคุณค่าสำหรับเรา เลยแยกไปไว้ ที่นี่ค่ะ
เนื่องจากว่าดูการ์ตูนเยอะมาก สำหรับการ์ตูนเท่าที่จำได้คร่าวๆ ที่ตามติดในปีที่ผ่านมานี้ และยังไม่จบจะต้องอ่านก็ต่อไปก็เห็นจะมี
1.Detective Conan เจ้าหนูยอดนักสืบโคนัน
ตอนที่เรื่องราวยังไม่เกี่ยวกับองค์กรชุดดำ ก็อ่าน(หรือดู anime ) คั่นเวลาไป ในใจก็อยากให้มีตอนองค์กรชุดดำซักที รวมทั้งลุ้นๆด้วยว่า คนเขียนจะไม่เปลี่ยนตัวนางเอกแน่ๆ เพราะชอบ รันจัง มากเลย เป็นผู้หญิงที่ สวยและเก่ง สามารถเอาตัวรอดได้
เรื่องต่อจากนี้ก็คงจะเป็นแนวการ์ตูนตาหวาน เน้นพระเอกหล่อ เท่ห์ และขำๆฮาๆไว้ก่อน
2. Kamisama Hajimemashita จิ้งจอกเย็นชากับสาวซ่าเทพจำเป็น
เรื่องนี้ก็ดูเพราะเห็นว่ามันน่ารักดี เนื้อเรื่องก็ขำๆ ดูเพื่อความเพลิดเพลินไม่ต้องลุ้น ไม่เครียด (แต่ดูเฉพาะ anime ไม่ได้อ่าน) อัพเดท ตอนนี้ anime จบไปเรียบร้อยแล้ว จบแบบเรื่อยๆไม่มีอะไรให้ลุ้นจริงๆ
3. Kimi ni todoke ฝากใจไปถึงเธอ
เรื่องนี้อ่านจนถึงตอนสำคัญๆแล้ว ก็คิดว่าพล็อตมันไม่มีอะไรให้ลุ้น เพราะเป็นแฟนกันแล้ว แต่ก็ยังจะติดตามชีวิตหลังเป็นแฟนกันต่อ คิดว่าตอนที่นางเอกกับพระเอกยังไม่เป็นแฟนกันสนุกกว่า (ดูทั้ง anime และหนัง เพราะชอบมาก) ในฉบับหนังก็ชอบคนที่แสดงเป็นพระเอก เพราะยิ้มได้เหมาะสมกับบทบาทมาก และนางเอกก็น่ารักเหมาะกับบทของเค้าดี ไม่สวยเกินไป อัพเดทเลิกอ่านไปแล้ว เพราะตอนหลังๆตั้งแต่เป็นแฟนกันไม่ค่อยสนุก
4. Kaichou wa Maid-sama สาวเมดผจญหนุ่มสุดป่วน
เรื่องนี้ฮาได้ใจ ชอบที่พระเอกนิสัยกวนโอ๊ย และนางเอกบ้าระห่ำ ดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าพระเอกมันจะเก่งเวอร์ไปไหน แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นแค่การ์ตูน เพราะฉะนั้น เรื่องเว่อร์ๆ นางเอกกับพระเอกทำได้หมดทุกอย่าง แต่หลังจากสองคนนี้เป็นแฟนกัน ก็ไม่ฮาเท่าตอนแรก และไม่มีลุ้นเท่าไหร่ แต่ฉบับ anime ทำได้ฮามากจริงๆนะคะ ถ้าอ่านการ์ตูนอาจจะไม่ฮาเท่า
5. Skip Beat!
เรื่องนี้ อ่านแล้วอ่านอีก (เหมือนตอนดู Kimi ni todoke ฉบับหนัง) มีแบบเป็น anime จำนวน 25 ตอน และเป็นซีรีย์ไต้หวัน แต่ว่าซีรีย์นี้จะไม่สนุกเท่าดู anime หรืออ่านการ์ตูน
เรื่องนี้คงจะเป็นการ์ตูนเรื่องเดียวที่เรายังคงนับวันรอที่จะได้อ่าน เพราะว่ามันยังมีอะไรให้ลุ้นอีกเยอะ แต่ยอมรับว่าเนื้อเรื่องยาวจริงๆ (หลังๆมาเนื้อเรื่องไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่) เป็นการ์ตูนตาหวาน แนวแปลกใหม่ ที่นางเอกไม่ใช่คนนิสัยดีมาก และมีการแสดงออกแบบฮาๆ อยู่ตลอด
ที่ชอบมากๆ คงจะเป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการแสดง การเข้าถึงบทบาทหรือจุดเปลี่ยนของแต่ละตอนที่ทำให้เราประทับใจ อัพเดทหลังๆมาคนเขียนเริ่มเขียนอืด เนื้อหาไม่ค่อยเดินหน้า คนอ่านเริ่มเซ็ง
จริงๆเราอยากเขียนรีวิวการ์ตูนเหล่านี้ (เพราะเชียร์จริงๆ) แต่ว่า ถ้าเขียนมากมันจะสปอยเนื้อหาแล้วไม่สนุก ต้องอ่านเองเท่านั้น เลยยังคิดๆอยู่ว่าจะเขียนดีมั้ย
ส่วนการ์ตูนที่นานๆจะอ่านที เพราะเนื้อเรื่องเริ่มไม่ใช่แนวที่ชอบ (แต่ตอนแรกๆชอบมากนะ) ก็คงจะเป็น
1. Katekyō Hittoman Ribōn! ครูพิเศษจอมป่วน รีบอร์น! สาเหตุก็คงเพราะเนื้อเรื่องมันเดิมๆไม่มีอะไร อัพเกรดพลังอาวุธกันไป แล้วก็สู้กันไปด้วยท่าไม้ตายเดิมๆ ไม่มีพล็อตใหม่ๆให้ค้นหา ก็เลยเบื่อ เสน่ห์ที่อยู่ในช่วงภาคแรกๆมันหายไปหมดแล้ว
อัพเดทตอนนี้อ่านจบแล้ว สึนะก็ยังคงเป็นสึนะจอมห่วยเหมือนเดิม(ถ้าไม่อยู่ในโหมดไฮเปอร์) และก็ยังคงไม่กล้าบอกรักเคียวโกะ แต่ก็มีแอบลังเลกับฮารุนิดหน่อย แม่ยกเคียวโกะเซ็งเลย 5555
2. Bleach บลีช เรื่องนี้หลังๆก็สู้กันท่าเดียว ดูการ์ตูนที่เน้นฉากต่อสู้มั่วๆมากไปก็เลยเริ่มเอียน
3. Nurarihyon no Mago นูระหลานจอมภูติ เดี๋ยวนี้มุขตลกมันหายไปแล้ว และความน่ารักก็หมดไป สู้กับตัวโกงตายแล้วเกิดใหม่อยู่นั่นเอง ก็เลยไม่ค่อยอยากติดตามซักเท่าไหร่
อัพเดทเห็นว่าจบแล้ว แต่ยังไม่ได้อ่านเลยยังไม่มีเวลา ขี้เกียจด้วย ฮ่าๆๆ
การ์ตูนสามเรื่องนี้ไม่ว่ายังไงก็คงจะอ่านตอนจบอยู่ดี อยากรู้ ว่านางเอกพระเอกมันจะยังเป็นคู่เดิมที่ลุ้นไว้หรือเปล่าน่ะสิคะ 5555+
ถ้าให้จัดประเภทการ์ตูนที่ชอบ ก็คงจะต้องแบ่งได้สองแนว
ถ้าการ์ตูนต่อสู้ ก็จะเป็นแนว ใช้ความพยายาม มีมุขขำๆแทรก แล้วก็มีพล็อตความสลับซับซ้อนให้ติดตาม แต่ถ้าแนวการ์ตูนตาหวาน จะชอบแนวรักใสๆ ฮาๆขำๆ มีพล็อตความสับสนของตัวละครให้ลุ้นกันตลอด มันตลกดี
จริงๆแล้วรู้สึกว่าดู anime เยอะกว่านี้อีก แต่จำไม่ได้ว่าดูอะไรไปบ้าง ไม่เคยจำไว้เลย พอดูจบก็จบกัน แต่เรื่องที่เอามาเขียนนี่จะเป็นเรื่องที่ประทับใจมากๆ และเป็นเรื่องที่เพิ่งติดตามในปีที่ผ่านมานี้ ถ้าให้จัดอันดับความชอบมากที่สุด สำหรับการ์ตูนตาหวานคงจะเป็นเรื่อง Skip Beat ,Maid-sama,Kimi ni todoke สามเรื่องนี้สูสีกันจนจัดอันดับไม่ได้ ให้เป็นที่หนึ่งร่วมกันเลยค่ะ 55555
ส่วนการ์ตูนที่เหลือ ก็ต้องยกให้ Reborn ที่ทำเอาฟีเวอร์ไปพักใหญ่ แล้วที่สองก็ต้องเป็น Nura อยู่แล้ว
ไม่รู้ว่าปีนี้จะไปเจอการ์ตูนถูกใจใหม่ๆอีกหรือเปล่า รู้แต่ว่าติดการ์ตูนนี่ทำเอาเสียเวลาไปเยอะเหมือนกันนะคะ แหะๆๆๆ คงต้องขยันและบ้าพลังให้ได้อย่าง Misaki จังและ Kyokoจัง แล้วล่ะค่ะ ไม่งั้นงานไม่เสร็จแน่ๆ
ปล. มีซีรีย์ที่ชอบมากในปีที่ผ่านมาด้วยล่ะ แนะนำว่าให้ไปดู Deep Rooted Tree กับ Time Slip Dr.Jin สองเรื่องนี้นอกจากสนุกแล้วยังให้แง่คิดได้ดีทีเดียวเลยล่ะค่ะ :)
บ๊ายบาย เจอกันกับการ์ตูนฟีเวอร์ครั้งหน้านะคะ <3
อัพเดท ซีรีย์ปี 2013 ที่ทำเอาเราติดงอมแงม ยิ่งกว่า Deep Rooted Tree แต่สนุกเว่อร์เลย ก็ต้องเป็น I hear your voice เลยค่า เนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมาย ดราม่าหนักใช้ได้ เรื่องรักกุ๊กกิ๊กก็น่ารักดี
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556
สวัสดีปี ๒๕๕๖ กับสิ่งที่คิดจะทำในปีใหม่
พุทธศักราช ๒๕๕๖ สวัสดีปีใหม่ ปีงูเล็ก แต่ใจไม่เล็กนะคะ
ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวคำสวัสดีปีใหม่กันก่อนแล้วล่ะค่ะ สำหรับปีนี้ก็มีอะไรที่อยากจะทำอีกเยอะ ผ่านปีเก่ามาก็ตั้งหนึ่งปี มีอะไรหลายๆอย่างที่เข้ามาเป็นประสบการณ์ชีวิต และก็เพราะเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ที่ได้เจอนี่แหละ ที่ทำให้ความคิด และมุมมองต่อชีวิตของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปด้วย
จะว่าไปแล้ว วันขึ้นปีใหม่ก็เป็นเพียงวันๆนึง ที่มนุษย์เราอุปโลกมันขึ้นมาให้เป็นวันที่ใช้สำหรับการนับ และก็เพราะการนี้ก็มีหลายต่อหลายคนที่ยกให้มันเป็นวันพิเศษจัดเทศกาลเฉลิมฉลองกัน แต่ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใดๆก็ตาม ถ้าสิ่งที่ทำยังคงอยู่บนพื้นฐานของการกระทำดี มาจากความคิดดี ก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าต่อการทุ่มเทกระทำค่ะ :)
สำหรับเราแล้ว ปีใหม่นี้ ได้รับพรพิเศษมาค่ะ จริงแล้วพรพิเศษนี้ขอพระที่เคารพน่ะค่ะ ขอท่านว่า "ขอให้เป็นคนที่มีสติ และระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตลอดเวลาค่ะ" เพราะว่า ไม่อยากประมาทอีกแล้วค่ะ เวลาที่ทำอะไรลงไปโดยไม่คิดให้รอบคอบ มักจะได้ผลที่ตามมาอย่างน่ากลัวเสมอเลย ก็เลยอยากจะให้ตัวเองมีสติมากขึ้น เวลาจะคิด พูด หรือทำสิ่งใดๆ จะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น รวมถึงตัวเองด้วย
สำหรับสิ่งที่อยากจะทำในปีใหม่นี้ ก็มีหลายเรื่องด้วยกัน แต่สิ่งสำคัญมากๆ ที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวและสามารถบอกกล่าวกันได้ก็คงจะเป็น
1.การเป็นผู้ให้
- เริ่มจากเขียนสิ่งที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์เผยแพร่ให้คนอื่นๆ
- จัดอบรมในเรื่องต่างๆ และให้เด็กๆนำไปเผยแพร่กันต่อๆไป
- สานต่องานชมรมคอมฯ ให้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และได้ช่วยเหลือคนอื่นๆมากขึ้น
2. การเป็นผู้รับ
- จะต้องเรียนรู้มากขึ้นไปอีก หาความรู้ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์กับตัวเองและอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
คิดว่าสำหรับตัวเองแล้ว ณ ตอนนี้คงมีศักยภาพที่จะทำได้ประมาณนี้ หวังว่าคงจะทำได้และมีโอกาสได้ทำนะคะ :)
สุดท้ายแล้ว เราเองคงจะไม่มีมนต์วิเศษหรือพลังอะไรที่จะช่วยให้ทุกๆคนที่ทั้งรู้จักกันส่วนตัวและรู้จักกันผ่านตัวหนังสือสามารถสมหวังดังใจคิดได้ แต่จะขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนได้ประสบความสำเร็จในสิ่งดีๆที่หวังไว้นะคะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ขี่จิงโจ้ รอบที่ 3-- มาแก้ไขโค้ดเพื่อให้ได้เวปอย่างที่คุณต้องการกันเถอะ ตอนที่ 3 (ตอนจบ)
หลังจากจัดการกับหน้าเวปเสร็จแล้ว เรามาดูวิธีการจัดการกับ Controller กันบ้างค่ะ
ระบบจะทำการสร้างไฟล์ AspectJ ขึ้นมาเป็นโค้ดส่วน controller ให้อัตโนมัติ ซึ่งตรงนี้เราจะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้เลย แต่ก็จะมีพวกฟังก์ชันพื้นฐานครบตาม CRUD (Create,Read,Update,Delete) ดังรูป
5. แต่บางครั้งเราก็อาจจะต้องการฟังก์ชันนอกเหนือจากนี้ เช่น ค้นหาข้อมูลแบบแปลกๆ เราก็ต้องเขียน Controller เองค่ะ ซึ่งจะต้องเขียนในไฟล์ Controller.java เท่านั้น
ที่สำคัญ ถ้ามีการติดต่อฐานข้อมูลที่ไม่ตรงตามที่ AspectJ มีให้ เราก็จะต้องเขียนฟังก์ชันที่ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างหากค่ะ ดังตัวอย่าง
ไฟล์ RecordExpenseService จะเป็นโค้ดที่เขียนขึ้นมาเพื่อเก็บชุดคำสั่งสำหรับการติดต่อฐานข้อมูลในแบบที่ไม่มีให้ใน Spring Roo เช่น ค้นหาข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมากกว่าสองตาราง หรือใช้การเปรียบเทียบต่างๆ เราก็สามารถเขียนชุดคำสั่ง JPA หรือจะใช้ Native SQL ก็ได้
ส่วนไฟล์ RecordeExpensesController เราก็ไปเพิ่มอีก action นึงให้ทำการแสดงรายการซื้อสินค้าที่ราคาแพงๆ ทั้งหมดออกมาค่ะ
6. ส่วนของการล็อกอิน จะต้องกำหนดให้กับไฟล์ applicationContext.xml ว่าให้อ่านข้อมูล username, password จากที่ไหนและยังไง กำหนดได้ดังรูปเลยค่ะ ก็จะเห็นว่าเราระบุชุดคำสั่ง SQL ที่จะใช้ดึงข้อมูลผู้ใช้ออกมา นอกจากนี้ยังกำหนดการเข้ารหัสพาสเวิร์ดได้ด้วยนะคะ
ท้ายที่สุดเห็นมั้ยคะว่า การสร้างเวปให้เป็นของเราเองไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถึงรายละเอียดของ Java อาจจะเยอะไปหน่อย แต่ถ้าศึกษาดีๆ จะพบว่าเราก็สามารถเขียนเวปด้วย Java ได้ในเวลารวดเร็วเช่นกันนค่ะ
สำหรับการใช้ Spring Roo เพื่อสร้างเวปง่ายๆ ซีรีย์นี้เป็นการอธิบายการปรับเปลี่ยนโค้ดเมื่อใช้ Spring Roo สร้างเวป โดยที่ไม่ได้มุ่งเน้นให้เข้าใจโค้ดนะคะ ก็อาจจะเห็นว่ามีหลายๆจุดที่ ผู้อ่านคงรู้สึกว่าแล้วจะไปปรับอย่างอื่นให้มากกว่านี้ได้อย่างไร
ถ้าหากมีเวลา จะเขียนอธิบายโครงสร้างของ Spring Roo อย่างละเอียด(กว่านี้) ครั้งหน้า แต่อาจจะไม่มีเวลาอธิบาย Spring Framework และการเขียนเวปด้วย JAVA อย่างครบถ้วนนะคะ ผู้อ่านคงต้องปรับพื้นฐานด้วยการอ่านจากหนังสืออีกทีน่ะค่ะ อย่างไรก็ตาม ขอให้สนุกกับการเขียนเวปด้วยสปริงจิงโจ้นะคะ
ระบบจะทำการสร้างไฟล์ AspectJ ขึ้นมาเป็นโค้ดส่วน controller ให้อัตโนมัติ ซึ่งตรงนี้เราจะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้เลย แต่ก็จะมีพวกฟังก์ชันพื้นฐานครบตาม CRUD (Create,Read,Update,Delete) ดังรูป
5. แต่บางครั้งเราก็อาจจะต้องการฟังก์ชันนอกเหนือจากนี้ เช่น ค้นหาข้อมูลแบบแปลกๆ เราก็ต้องเขียน Controller เองค่ะ ซึ่งจะต้องเขียนในไฟล์ Controller.java เท่านั้น
ที่สำคัญ ถ้ามีการติดต่อฐานข้อมูลที่ไม่ตรงตามที่ AspectJ มีให้ เราก็จะต้องเขียนฟังก์ชันที่ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างหากค่ะ ดังตัวอย่าง
ไฟล์ RecordExpenseService จะเป็นโค้ดที่เขียนขึ้นมาเพื่อเก็บชุดคำสั่งสำหรับการติดต่อฐานข้อมูลในแบบที่ไม่มีให้ใน Spring Roo เช่น ค้นหาข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมากกว่าสองตาราง หรือใช้การเปรียบเทียบต่างๆ เราก็สามารถเขียนชุดคำสั่ง JPA หรือจะใช้ Native SQL ก็ได้
ส่วนไฟล์ RecordeExpensesController เราก็ไปเพิ่มอีก action นึงให้ทำการแสดงรายการซื้อสินค้าที่ราคาแพงๆ ทั้งหมดออกมาค่ะ
6. ส่วนของการล็อกอิน จะต้องกำหนดให้กับไฟล์ applicationContext.xml ว่าให้อ่านข้อมูล username, password จากที่ไหนและยังไง กำหนดได้ดังรูปเลยค่ะ ก็จะเห็นว่าเราระบุชุดคำสั่ง SQL ที่จะใช้ดึงข้อมูลผู้ใช้ออกมา นอกจากนี้ยังกำหนดการเข้ารหัสพาสเวิร์ดได้ด้วยนะคะ
ท้ายที่สุดเห็นมั้ยคะว่า การสร้างเวปให้เป็นของเราเองไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถึงรายละเอียดของ Java อาจจะเยอะไปหน่อย แต่ถ้าศึกษาดีๆ จะพบว่าเราก็สามารถเขียนเวปด้วย Java ได้ในเวลารวดเร็วเช่นกันนค่ะ
สำหรับการใช้ Spring Roo เพื่อสร้างเวปง่ายๆ ซีรีย์นี้เป็นการอธิบายการปรับเปลี่ยนโค้ดเมื่อใช้ Spring Roo สร้างเวป โดยที่ไม่ได้มุ่งเน้นให้เข้าใจโค้ดนะคะ ก็อาจจะเห็นว่ามีหลายๆจุดที่ ผู้อ่านคงรู้สึกว่าแล้วจะไปปรับอย่างอื่นให้มากกว่านี้ได้อย่างไร
ถ้าหากมีเวลา จะเขียนอธิบายโครงสร้างของ Spring Roo อย่างละเอียด(กว่านี้) ครั้งหน้า แต่อาจจะไม่มีเวลาอธิบาย Spring Framework และการเขียนเวปด้วย JAVA อย่างครบถ้วนนะคะ ผู้อ่านคงต้องปรับพื้นฐานด้วยการอ่านจากหนังสืออีกทีน่ะค่ะ อย่างไรก็ตาม ขอให้สนุกกับการเขียนเวปด้วยสปริงจิงโจ้นะคะ
วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ขี่จิงโจ้ รอบที่ 3-- มาแก้ไขโค้ดเพื่อให้ได้เวปอย่างที่คุณต้องการกันเถอะ ตอนที่ 2
ต่อจากตอนที่แล้วนะคะ เราก็สามารถเปลี่ยน theme ของเวปได้แล้ว ทีนี้เรามาเปลี่ยนหน้าตาเวปกันบ้าง
2. การเปลี่ยนข้อมูลแสดงผลหน้าตาของเวป ไฟล์ .jspx ที่ถูกสร้างให้อัตโนมัติ
ถ้าจำกันได้ เจ้า Spring Roo จะสร้างหน้าเวป 4 หน้าให้เราอัตโนมัติ ตามแบบ CRUD ซึ่งก็จะได้ไฟล์ create.jspx , list.jspx, show.jspx และ update.jspx มาสำหรับหนึ่งตารางข้อมูล ทีนี้หากเราต้องการปรับเปลี่ยนหน้าตาเหล่านี้ให้เป็นอย่างที่เราต้องการทำยังไงดี
อันดับแรก จะต้องไปที่ไฟล์ Controller ของข้อมูลชุดนั้นก่อนเลยค่ะ
จะเห็นว่าตรง @RooWebScaffold มีคำสั่งให้ automaticallyMaintainView=true อยู่ ให้เปลี่ยนเป็น =false ซะ ตรงนี้ก็คือคำสั่งที่ให้ Spring Roo ปรับเปลี่ยนหน้าเวปของเราให้อัตโนมัติค่ะ ที่ต้องมาเปลี่ยนเป็น false ก็เพราะว่า ถึงแม้เราไปแก้โค้ดหน้าเวปให้เปลี่ยนไปตามที่เราชอบแล้ว แต่ว่า spring roo ก็จะจัดการปรับหน้าเวปเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมอยู่ดีค่ะ เพราะว่ามันจะสร้างหน้าเวปตามไฟล์ .java ที่มีอยู่ตามรูปแบบของมันเสมอ ดังนั้นต้องแก้เป็น false ก่อนที่เราจะเริ่มทำการแก้โค้ด .jspx นะคะ
มาถึงการแก้โค้ด ไฟล์ .jspx จะใช้ Syntax ของ spring form สำหรับฟอร์มที่เก็บข้อมูล (ดูได้ที่นี่ )และใช้ Syntax HTML กับ JSPX กับส่วนอื่นๆที่เหลือ
ยกตัวอย่างเช่น หน้าเวปที่เราได้ ตรง List Menu จะแสดงข้อความยาวๆ (คือทั้ง object) แต่เราอาจจะต้องการให้แสดงแค่ ชื่อ อย่างเดียว ก็สามารถ แก้ไขโดย ตรง <form:select> จะมี <form:options> ซึ่งก็คือตัวเลือกใน List เราก็เพิ่มตัวแปรเข้าไป ให้ itemLabel="name" (เมื่อ name คือชื่อตัวแปรใน .java) แค่นี้ก็ทำให้แสดงเฉพาะชื่อของกลุ่มแล้วค่ะ
<form:options itemValue="id" itemLabel="name" items="${expensecategorys}"/>
3. การที่เราจะเพิ่มไฟล์ .jspx เข้าไปใหม่ (ที่ไม่ใช่ 4 ไฟล์ที่ระบบสร้างให้อัตโนมัติแบบข้างบน) ก็สามารถทำได้เลย แต่จะต้องแก้ไขไฟล์ views.xml ซึ่งเป็นไฟล์ที่ทำหน้าที่ระบุว่ามีไฟล์ .jspx อะไรบ้าง
อย่างในรูปข้างบน จะเห็นว่าถ้าเราต้องการเพิ่มไฟล์ .jspx เข้าไปใหม่อีกไฟล์ ก็จะต้องเพิ่ม <definition> เข้าไปที่ระบุชื่อไฟล์นั้นๆค่ะ
4. การที่เราจะจัดการหน้าเมนู ที่มีไว้ให้อัตโนมัติ เราสามารถเพิ่มเมนูใหม่ๆ ปรับย้ายได้ตามต้องการ แต่ก็จะขออธิบายโครงสร้างมันไว้คร่าวๆเผื่อใครอยากจะแก้ไขไฟล์เดิม menu.jspx นะคะ
จะเห็นว่าไฟล์ menu.jspx นี้เป็น Syntax HTML ธรรมดา จะมีพิเศษก็ตรงที่ตัวแรป id กับค่าตัวแปรต่างๆที่ถูกเอามาใช้ เช่น ${web_mvc_jsp_create_recordexpenses_menu_item_url} นั้นเป็นตัวแปรของข้อความที่จะเอามาแสดงซึ่งถูกสร้างอัตโนมัติโดยระบบ อยู่ในไฟล์ที่ชื่อว่า application.properties ดังรูปค่ะ
จะเห็นว่า ตัวแปรก็เก็บแค่ข้อความที่จะใช้แสดงผลในหน้าเวปค่ะ เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะตั้งชื่อตัวแปรใหม่ก็ได้ หรือเปลี่ยนข้อความ(สีน้ำเงิน) ก็ได้ค่ะ
อีกจุดนึงก็คือ ตัวแปรที่ถูกใช้ในฟอร์ม เช่น <spring:message code=label.recordexpenses> ตัวแปร label.recordexpenses นี้คือตัวแปรที่อยู่ในไฟล์ message.properties ค่ะ
จะเห็นว่า การตั้งชื่อมักจะบอกก่อนว่าข้อความนี้จะถูกใช้ที่บริเวณไหน เช่น button. แล้วก็บอกรายละเอียดชื่อของข้อความ เช่นปุ่มบันทึกก็เป็น button.save เช่นเคยเราสามารถปรับเปลี่ยนข้อความ หรือเพิ่มตัวแปรใหม่ๆได้ค่ะ
ทีนี้ตรงนี้มีประโยชน์ตรงที่ว่า Spring Roo ออกแบบนี้เพื่อให้รองรับเวปที่มีมากกว่า 1 ภาษา ดูได้จากไฟล์ message.properties จะมีต่อท้ายว่า _de / _es คือเปลี่ยนตามภาษาค่ะ เพราะฉะนั้นเราก็แค่ให้หน้าแรกของเวปสามารถกดเลือกภาษาที่จะอ่านได้ ระบบก็จะมาดึงข้อมูลตัวแปรจากไฟล์ภาษาที่เลือกไปแสดงผลค่ะ
เดี๋ยวจะมาต่อ ตอนที่ 3 ให้จบการแก้ไขเวปอย่างง่ายๆบน Spring Roo นะคะ
2. การเปลี่ยนข้อมูลแสดงผลหน้าตาของเวป ไฟล์ .jspx ที่ถูกสร้างให้อัตโนมัติ
ถ้าจำกันได้ เจ้า Spring Roo จะสร้างหน้าเวป 4 หน้าให้เราอัตโนมัติ ตามแบบ CRUD ซึ่งก็จะได้ไฟล์ create.jspx , list.jspx, show.jspx และ update.jspx มาสำหรับหนึ่งตารางข้อมูล ทีนี้หากเราต้องการปรับเปลี่ยนหน้าตาเหล่านี้ให้เป็นอย่างที่เราต้องการทำยังไงดี
อันดับแรก จะต้องไปที่ไฟล์ Controller ของข้อมูลชุดนั้นก่อนเลยค่ะ
จะเห็นว่าตรง @RooWebScaffold มีคำสั่งให้ automaticallyMaintainView=true อยู่ ให้เปลี่ยนเป็น =false ซะ ตรงนี้ก็คือคำสั่งที่ให้ Spring Roo ปรับเปลี่ยนหน้าเวปของเราให้อัตโนมัติค่ะ ที่ต้องมาเปลี่ยนเป็น false ก็เพราะว่า ถึงแม้เราไปแก้โค้ดหน้าเวปให้เปลี่ยนไปตามที่เราชอบแล้ว แต่ว่า spring roo ก็จะจัดการปรับหน้าเวปเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมอยู่ดีค่ะ เพราะว่ามันจะสร้างหน้าเวปตามไฟล์ .java ที่มีอยู่ตามรูปแบบของมันเสมอ ดังนั้นต้องแก้เป็น false ก่อนที่เราจะเริ่มทำการแก้โค้ด .jspx นะคะ
มาถึงการแก้โค้ด ไฟล์ .jspx จะใช้ Syntax ของ spring form สำหรับฟอร์มที่เก็บข้อมูล (ดูได้ที่นี่ )และใช้ Syntax HTML กับ JSPX กับส่วนอื่นๆที่เหลือ
ยกตัวอย่างเช่น หน้าเวปที่เราได้ ตรง List Menu จะแสดงข้อความยาวๆ (คือทั้ง object) แต่เราอาจจะต้องการให้แสดงแค่ ชื่อ อย่างเดียว ก็สามารถ แก้ไขโดย ตรง <form:select> จะมี <form:options> ซึ่งก็คือตัวเลือกใน List เราก็เพิ่มตัวแปรเข้าไป ให้ itemLabel="name" (เมื่อ name คือชื่อตัวแปรใน .java) แค่นี้ก็ทำให้แสดงเฉพาะชื่อของกลุ่มแล้วค่ะ
<form:options itemValue="id" itemLabel="name" items="${expensecategorys}"/>
3. การที่เราจะเพิ่มไฟล์ .jspx เข้าไปใหม่ (ที่ไม่ใช่ 4 ไฟล์ที่ระบบสร้างให้อัตโนมัติแบบข้างบน) ก็สามารถทำได้เลย แต่จะต้องแก้ไขไฟล์ views.xml ซึ่งเป็นไฟล์ที่ทำหน้าที่ระบุว่ามีไฟล์ .jspx อะไรบ้าง
อย่างในรูปข้างบน จะเห็นว่าถ้าเราต้องการเพิ่มไฟล์ .jspx เข้าไปใหม่อีกไฟล์ ก็จะต้องเพิ่ม <definition> เข้าไปที่ระบุชื่อไฟล์นั้นๆค่ะ
4. การที่เราจะจัดการหน้าเมนู ที่มีไว้ให้อัตโนมัติ เราสามารถเพิ่มเมนูใหม่ๆ ปรับย้ายได้ตามต้องการ แต่ก็จะขออธิบายโครงสร้างมันไว้คร่าวๆเผื่อใครอยากจะแก้ไขไฟล์เดิม menu.jspx นะคะ
จะเห็นว่าไฟล์ menu.jspx นี้เป็น Syntax HTML ธรรมดา จะมีพิเศษก็ตรงที่ตัวแรป id กับค่าตัวแปรต่างๆที่ถูกเอามาใช้ เช่น ${web_mvc_jsp_create_recordexpenses_menu_item_url} นั้นเป็นตัวแปรของข้อความที่จะเอามาแสดงซึ่งถูกสร้างอัตโนมัติโดยระบบ อยู่ในไฟล์ที่ชื่อว่า application.properties ดังรูปค่ะ
จะเห็นว่า ตัวแปรก็เก็บแค่ข้อความที่จะใช้แสดงผลในหน้าเวปค่ะ เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะตั้งชื่อตัวแปรใหม่ก็ได้ หรือเปลี่ยนข้อความ(สีน้ำเงิน) ก็ได้ค่ะ
อีกจุดนึงก็คือ ตัวแปรที่ถูกใช้ในฟอร์ม เช่น <spring:message code=label.recordexpenses> ตัวแปร label.recordexpenses นี้คือตัวแปรที่อยู่ในไฟล์ message.properties ค่ะ
จะเห็นว่า การตั้งชื่อมักจะบอกก่อนว่าข้อความนี้จะถูกใช้ที่บริเวณไหน เช่น button. แล้วก็บอกรายละเอียดชื่อของข้อความ เช่นปุ่มบันทึกก็เป็น button.save เช่นเคยเราสามารถปรับเปลี่ยนข้อความ หรือเพิ่มตัวแปรใหม่ๆได้ค่ะ
ทีนี้ตรงนี้มีประโยชน์ตรงที่ว่า Spring Roo ออกแบบนี้เพื่อให้รองรับเวปที่มีมากกว่า 1 ภาษา ดูได้จากไฟล์ message.properties จะมีต่อท้ายว่า _de / _es คือเปลี่ยนตามภาษาค่ะ เพราะฉะนั้นเราก็แค่ให้หน้าแรกของเวปสามารถกดเลือกภาษาที่จะอ่านได้ ระบบก็จะมาดึงข้อมูลตัวแปรจากไฟล์ภาษาที่เลือกไปแสดงผลค่ะ
เดี๋ยวจะมาต่อ ตอนที่ 3 ให้จบการแก้ไขเวปอย่างง่ายๆบน Spring Roo นะคะ
ขี่จิงโจ้ รอบที่ 3-- มาแก้ไขโค้ดเพื่อให้ได้เวปอย่างที่คุณต้องการกันเถอะ ตอนที่ 1
ทิ้งค้างกันไว้นานเลยนะคะ จากบทความ Spring Roo ครั้งที่แล้ว คราวนี้คิดว่าจะพยายามหาเวลาว่างเขียนบล็อกให้ได้อาทิตย์ละครั้ง ก็เลยอยากมาต่อเรื่องที่ติดค้างไว้ซักหน่อยค่ะ
จากครั้งที่แล้วได้โชว์ชุดคำสั่ง 14 คำสั่ง ที่ใช้สำหรับสร้างเวปอย่างง่ายๆ บน Spring Framework กันไปแล้ว จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้เห็นว่า แม้ Java เองก็มี scaffold มารองรับ ทำให้สร้างเวปได้ง่ายขึ้นเหมือนๆกับ dynamic language ภาษาอื่นๆเหมือนกันค่ะ (แต่เอาเข้าจริง Java จะค่อนข้างซับซ้อนกว่านะคะ)
หลังจากที่รัน 14 คำสั่งพื้นฐานเสร็จแล้ว เราก็จะได้เวปที่มีหน้าตาสีเขียวตาม Template ที่เค้าให้มา และก็อาจจะมีอีกหลายๆจุดในเวปที่ยังไม่ตรงกับความต้องการของเราจริงๆใช่มั้ยคะ
เริ่มต้น จะเห็นว่า Spring Roo สร้างโฟลเดอร์และไฟล์ต่างๆให้เราอัตโนมัติตามรูปนี้ค่ะ
ทีนี้เราจะเริ่มมาปรับปรุงแก้ไขกันทีละจุด (อย่างง่ายๆ) เพื่อให้เหมาะกับการสร้างเวปอย่างง่ายนะคะ
1. ถ้าหากต้องการเปลี่ยนหน้าตา template / theme ของเวป เราก็คงต้องการเปลี่ยนไฟล์ CSS ที่ใช้ใช่มั้ยคะ สำหรับไฟล์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแสดงผลหน้าตาของเวปนั้น จะอยู่ในโฟลเดอร์ WEB-INF/layouts ค่ะ
จะเห็นว่าในโฟลเดอร์ layouts มีไฟล์ default.jspx กับไฟล์ layouts.xml อยู่ซึ่งไฟล์ .jspx ก็คือไฟล์ theme ในเวปนั่นเองค่ะ ส่วนไฟล์ .xml จะเป็นไฟล์ที่กำหนดโครงสร้างว่า theme เวปเนี่ยจะมีไฟล์ .jspx อะไรบ้างที่จะเอามาใช้
เริ่มจากดูที่ไฟล์ layouts.xml ก่อนนะคะ ก็จะเห็นว่า โครงสร้างของ theme เวปแบ่งเป็นสองส่วนค่ะ คือ body กับ menu ไฟล์ .xml เนี่ยก็จะระบุว่า ส่วนของ body จะใช้ .jspx อะไร และส่วน menu ใช้ .jspx อะไร ซึ่งเราก็จะสามารถเปลี่ยนไฟล์ .jspx ที่ใช้ตามที่เราออกแบบได้ค่ะ
สำหรับไฟล์ default.jspx ก็จะเป็นรายละเอียดส่วนของ theme ในหน้าเวปทั้งหมด ซึ่งจะสามารถเพิ่มลิงก์ไฟล์ CSS และ Java Script ได้ค่ะ จะเห็นว่า Syntax ที่ใช้นั้นเป็น spring tag ดังนั้น เราจะต้องใช้ <spring:url> เพื่อกำหนดที่อยู่ลิงก์ของไฟล์ CSS / Java Script ก่อนที่จะ เพิ่มเข้าไปในหน้าเวป หากจะเพิ่มหรือเปลี่ยนไฟล์ CSS แก้ตรงคำสั่ง <link rel="stylesheet">
หากจะเพิ่มหรือเปลี่ยนไฟล์ Java Script ก็แก้ตรงคำสั่ง <script >
ส่วน Syntax อื่นๆทั่วไปก็เป็น HTML ธรรมดา ซึ่งสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ตามใจเราต้องการ
อ่านต่อได้ที่ มาแก้ไขโค้ดเพื่อให้ได้เวปอย่างที่คุณต้องการกันเถอะ ตอนที่ 2
จากครั้งที่แล้วได้โชว์ชุดคำสั่ง 14 คำสั่ง ที่ใช้สำหรับสร้างเวปอย่างง่ายๆ บน Spring Framework กันไปแล้ว จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้เห็นว่า แม้ Java เองก็มี scaffold มารองรับ ทำให้สร้างเวปได้ง่ายขึ้นเหมือนๆกับ dynamic language ภาษาอื่นๆเหมือนกันค่ะ (แต่เอาเข้าจริง Java จะค่อนข้างซับซ้อนกว่านะคะ)
หลังจากที่รัน 14 คำสั่งพื้นฐานเสร็จแล้ว เราก็จะได้เวปที่มีหน้าตาสีเขียวตาม Template ที่เค้าให้มา และก็อาจจะมีอีกหลายๆจุดในเวปที่ยังไม่ตรงกับความต้องการของเราจริงๆใช่มั้ยคะ
เริ่มต้น จะเห็นว่า Spring Roo สร้างโฟลเดอร์และไฟล์ต่างๆให้เราอัตโนมัติตามรูปนี้ค่ะ
ทีนี้เราจะเริ่มมาปรับปรุงแก้ไขกันทีละจุด (อย่างง่ายๆ) เพื่อให้เหมาะกับการสร้างเวปอย่างง่ายนะคะ
1. ถ้าหากต้องการเปลี่ยนหน้าตา template / theme ของเวป เราก็คงต้องการเปลี่ยนไฟล์ CSS ที่ใช้ใช่มั้ยคะ สำหรับไฟล์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแสดงผลหน้าตาของเวปนั้น จะอยู่ในโฟลเดอร์ WEB-INF/layouts ค่ะ
จะเห็นว่าในโฟลเดอร์ layouts มีไฟล์ default.jspx กับไฟล์ layouts.xml อยู่ซึ่งไฟล์ .jspx ก็คือไฟล์ theme ในเวปนั่นเองค่ะ ส่วนไฟล์ .xml จะเป็นไฟล์ที่กำหนดโครงสร้างว่า theme เวปเนี่ยจะมีไฟล์ .jspx อะไรบ้างที่จะเอามาใช้
เริ่มจากดูที่ไฟล์ layouts.xml ก่อนนะคะ ก็จะเห็นว่า โครงสร้างของ theme เวปแบ่งเป็นสองส่วนค่ะ คือ body กับ menu ไฟล์ .xml เนี่ยก็จะระบุว่า ส่วนของ body จะใช้ .jspx อะไร และส่วน menu ใช้ .jspx อะไร ซึ่งเราก็จะสามารถเปลี่ยนไฟล์ .jspx ที่ใช้ตามที่เราออกแบบได้ค่ะ
สำหรับไฟล์ default.jspx ก็จะเป็นรายละเอียดส่วนของ theme ในหน้าเวปทั้งหมด ซึ่งจะสามารถเพิ่มลิงก์ไฟล์ CSS และ Java Script ได้ค่ะ จะเห็นว่า Syntax ที่ใช้นั้นเป็น spring tag ดังนั้น เราจะต้องใช้ <spring:url> เพื่อกำหนดที่อยู่ลิงก์ของไฟล์ CSS / Java Script ก่อนที่จะ เพิ่มเข้าไปในหน้าเวป หากจะเพิ่มหรือเปลี่ยนไฟล์ CSS แก้ตรงคำสั่ง <link rel="stylesheet">
หากจะเพิ่มหรือเปลี่ยนไฟล์ Java Script ก็แก้ตรงคำสั่ง <script >
ส่วน Syntax อื่นๆทั่วไปก็เป็น HTML ธรรมดา ซึ่งสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ตามใจเราต้องการ
อ่านต่อได้ที่ มาแก้ไขโค้ดเพื่อให้ได้เวปอย่างที่คุณต้องการกันเถอะ ตอนที่ 2
วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555
รีวิว BB10 OS จากงาน BB Jam Asia 2012 และจาก Alpha B Device
คราวนี้มาพูดถึงรายละเอียดเนื้อหาในงานกันบ้างนะคะ เนื่องจากว่าไม่ได้จดรายละเอียดไว้มากนัก ก็จะขอเล่าแบบคร่าวๆเท่าที่พอจำได้ดีกว่า
ในส่วนของ General Session นั้นก็ พูดถึงแนวทางของ BB10 OS ที่เรียกได้ว่าเป็นไพ่ตายใบสำคัญของ RIM แล้วล่ะค่ะ เพราะทุ่มเทสุดๆเพื่ออนาคตของบริษัท ซึ่งทั้ง OS ตัวเต็มและ Device ก็เตรียมจะออกมาให้ยลโฉมกันเดือน ก.พ. ปีหน้านี้
สำหรับ Developer ก็มีทั้งโปรแกรม 10k commitment ซึ่งคือการที่ให้เหล่า developer ส่งโปรแกรมขึ้น app world ภายใน deadline ที่กำหนดไว้(ต้องลงทะเบียนว่าเราจะเข้าร่วมโปรแกรมนี้ก่อน) แล้วถ้าหากไม่สามารถทำรายได้ถึง 1,000$ ในหนึ่งปี ทาง RIM ก็จะจ่ายชดเชยส่วนที่ขาดให้ค่ะ
ต่อมาก็เรื่อง BB10 Gold SDK คือตัว API ฉบับสมบูรณ์สำหรับนักพัฒนาบน BB10 ที่จะออกมาให้เหล่า developer ได้ใช้กันในเดือน ธันวาคมนี้ และก็ยังมี Alpha C device ที่ถ้าใครลงทะเบียนขอไว้และสามารถส่ง application เข้า app world ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะได้รับไปค่ะ
รายละเอียดเพิ่มเติม
https://developer.blackberry.com/builtforblackberry/commitment/
https://developer.blackberry.com/devalphac/
มีโปรแกรม appgenerator ที่จะทำการดึงข้อมูลจาก blogspot, facebook, twitter จาก account ของเรามาเป็นแอพให้อ่านกันผ่านมือถือได้อย่างง่ายๆด้วยค่ะ (อย่างบล็อกนี้ก็ดูผ่านมือถือที่เป็น BB ได้นะคะ โหลดมาฟรี ชื่อแอพ Ant-share ค่ะ)
เพิ่มเติม http://www.blackberryappgenerator.com/blackberry/
ซึ่ง RIM ยืนยันความรักที่มีต่อ developer ด้วยเพลงนี้
ในส่วนของ General Session นั้นก็ พูดถึงแนวทางของ BB10 OS ที่เรียกได้ว่าเป็นไพ่ตายใบสำคัญของ RIM แล้วล่ะค่ะ เพราะทุ่มเทสุดๆเพื่ออนาคตของบริษัท ซึ่งทั้ง OS ตัวเต็มและ Device ก็เตรียมจะออกมาให้ยลโฉมกันเดือน ก.พ. ปีหน้านี้
สำหรับ Developer ก็มีทั้งโปรแกรม 10k commitment ซึ่งคือการที่ให้เหล่า developer ส่งโปรแกรมขึ้น app world ภายใน deadline ที่กำหนดไว้(ต้องลงทะเบียนว่าเราจะเข้าร่วมโปรแกรมนี้ก่อน) แล้วถ้าหากไม่สามารถทำรายได้ถึง 1,000$ ในหนึ่งปี ทาง RIM ก็จะจ่ายชดเชยส่วนที่ขาดให้ค่ะ
ต่อมาก็เรื่อง BB10 Gold SDK คือตัว API ฉบับสมบูรณ์สำหรับนักพัฒนาบน BB10 ที่จะออกมาให้เหล่า developer ได้ใช้กันในเดือน ธันวาคมนี้ และก็ยังมี Alpha C device ที่ถ้าใครลงทะเบียนขอไว้และสามารถส่ง application เข้า app world ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะได้รับไปค่ะ
รายละเอียดเพิ่มเติม
https://developer.blackberry.com/builtforblackberry/commitment/
https://developer.blackberry.com/devalphac/
มีโปรแกรม appgenerator ที่จะทำการดึงข้อมูลจาก blogspot, facebook, twitter จาก account ของเรามาเป็นแอพให้อ่านกันผ่านมือถือได้อย่างง่ายๆด้วยค่ะ (อย่างบล็อกนี้ก็ดูผ่านมือถือที่เป็น BB ได้นะคะ โหลดมาฟรี ชื่อแอพ Ant-share ค่ะ)
เพิ่มเติม http://www.blackberryappgenerator.com/blackberry/
ซึ่ง RIM ยืนยันความรักที่มีต่อ developer ด้วยเพลงนี้
ถึงแม้ตัวเพลงกับทำนองถึงจะร็อคไปหน่อย แต่ความหมายฮาและน่ารักน่าหยิกเลยทีเดียว (เค้าจะมีอีกเพลงออกมา วันเปิดตัว BB10 ปีหน้าค่ะ)
ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับ BB10 คร่าวๆคือ รองรับคีย์บอร์ดภาษาไทยแน่ๆ สามารถพิมพ์ได้หลายภาษาในข้อความ และเพิ่ม keyboard layout ได้สูงสุด 3 ภาษา
ส่วนของ word suggestion ที่จะแสดงคำที่คาดเดาว่าเราจะพิมพ์นั้น ทำได้น่าสนใจมาก เพราะจะมีคำเพราะแทนที่เราจะกด space bar จะกลายเป็นใช้นิ้วปัดคำที่เราเลือกแทนค่ะ
![]() |
| พอพิมพ์ตัว g ก็จะเห็นว่ามีคำแนะนำปรากฎบนแป้น ดังรูป มีคำว่า Get, Good, Glad ถ้าเราชอบคำไหนก็แค่ใช้นิ้วปัดตรงแป้นคำนั้นแทนการกด space bar อย่างใน ios / android ค่ะ |
![]() |
| พอปัดคำว่า Good ก็ได้จะแบบในรูป เสร็จแล้วก็จะมีการแนะนำคำต่อไปอย่างที่เห็นค่ะ |
ตัว social application เองก็มี Social Hub ซึ่งเป็นการรวมเอา social network รายใหญ่ทั้ง 4 account มาใส่ไว้ใน BB10 แล้วก็แทนที่เราจะต้องพิมพ์ข้อความด้วยการล็อกอินเข้า app จริงๆก็สามารถทำผ่าน BB Social Hub ได้เลย รวมถึง notification และ message ต่างๆก็ทำผ่านโปรแกรมนี้ได้ค่ะ
ส่วนของ UI ก็คล้ายๆกับ playbook แต่ว่าเป็น UI สไตล์ที่เราชอบนะคะ เพราะว่า concept คือไม่ต้องกดปุ่ม back เริ่มตั้งแต่ การเข้าหน้า home ก็ใช้ slide ขึ้นค่ะ ถ้าสไลด์เฉียงจะได้ คีย์บอร์ด ถ้าสไลด์ลงจะได้ระบบการโทรฯ เวลาเราเข้าไปในแอพต่างๆ จะกลับไปแอพอื่นๆ ก็ใช้สไลด์หมดเลย
รู้สึกว่ามันสะดวกต่อการใช้งานมาก
ที่ชอบมากๆอีกอย่างคือ แนวคิด Flow ของเค้า ซึ่งมันก็คือ UI ที่ออกมา แสดงให้เห็นว่ารองรับ multi tasking อย่างแท้จริง เราสามารถเปิดแอพ stand by ไว้ได้สูงสุด 8 แอพ และถ้าเราเลื่อน screen ของหน้าที่เปิดใช้งานอยู่ จะเห็นว่ามันซ้อนทับกับ screen ของอีกหน้าจริงๆค่ะ
สำหรับ session ย่อยๆ ส่วนใหญ่แล้วเราจะเข้าฟัง Native SDK ค่ะ ก็คงขอเว้นไว้ไม่เอามาอธิบาย เพราะเป็นเทคนิคย่อยๆของหมวดหมู่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น PIM, Push otification, Camera and Video, Network connection, etc.
![]() |
| อย่างรูปนี้ พอเปิดเครื่องมาจะได้เป็นหน้าแรกก็ใช้นิ้วลากขึ้นบน |
![]() |
| จะเห็นว่า ภาพค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นหน้าแรกที่เก็บเมนูต่างๆ สวยตรงที่ภาพค่อยๆเปลี่ยนทับจากเลเยอร์เดิม ทำให้เห็น 2 screen ซ้อนกัน |
![]() |
| จนสุดท้ายก็จะได้เป็นหน้าหลักแบบนี้ค่ะ |
![]() |
| อันนี้เปิดส่วนของ Social Hub ไว้ก่อน แล้วจะกลับมาหน้าหลักก็แค่เลื่อนมาทางขวาค่ะ |
![]() |
| อันนี้เป็นแอพที่ถูกเปิด stand by ไว้ ในหนึ่งหน้าจะมี 4 ไอคอนค่ะ มีได้สูงสุด 8 แอพ |
อ้อ ในตัว BB10 นี้จะไม่รองรับ JAVA API แล้วนะคะ แต่ก็สามารถ port แอพที่พัฒนาบน andriod มาใส่ใน BB10 ได้ตามปกติ แล้วก็รองรับนักพัฒนา HTML5 , Adobe AIR ค่ะ
สรุปว่า ใครที่สนใจจะ develop แอพบน BB10 ก็สามารถอ่านรายละเอียดต่างๆได้ที่ https://developer.blackberry.com/
ส่วนใครที่เล็งๆอยู่ว่าจะใช้ BB ดีมั้ย เค้าก็จะมีขายเครื่องทั้งแบบมีปุ่มกด และไม่มีนะคะ แล้วก็โฆษณาว่าจะเปิดตัวด้วย app world ที่มีแอพเยอะมากเลยล่ะค่ะ อันนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไป แล้วก็ไปลองใช้ BB10 OS ดูก่อนว่าชอบใจ ใช่แนวหรือเปล่า รอทดสอบกันได้เดือน กุมภาพันธ์ปีหน้านี้แล้วค่า
เข้าร่วมงาน BB Jam Asia 2012 ที่กรุงเทพฯ
ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Blackberry Jam Asia เป็นครั้งแรก ก็เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ ก่อนอื่นต้องขอบคุณ SIPA ที่ให้โอกาสลงทะเบียนได้ฟรีนะคะ เพราะปกติแล้วงานนี้จะต้องเสียค่าลงทะเบียน ประมาณ 20$ แต่มีส่วนลดสำหรับคนที่เคยเข้าร่วมงานมาแล้ว หรือคนที่เป็นนักศึกษาอาจารย์ค่ะ
จริงแล้ว งาน Blackberry Jam นี่จะวนไปจัดตามประเทศต่างๆเป็นตัวแทนของแต่ละทวีป ซึ่งปีที่แล้วประเทศไทยน้ำท่วมเลยต้องไปจัดที่สิงคโปร์ ปีนี้ก็เลยจัดที่เมืองไทยของเราตามสัญญา งานก็มี 2 วัน คือ 29-30 พ.ย. ไปกันตั้งแต่เช้าจนเย็นค่ำไม่อยากจะกลับกันเลยทีเดียว
งานนี้เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมเอานักพัฒนาแอพพลิเคชั่นบน BB platform มาเจอกัน ซึ่งจะมี General session ที่พูดถึงเรื่องรวมๆเกี่ยวกับแผนการผลิตภัณฑ์ของ BB เอง และแนวทางต่างๆ ต่อจากนั้น ก็จะแบ่งเป็นห้องๆ ที่จะมีวิทยากรมาพูดแบ่งตามหัวข้อต่างๆ ซึ่งจะลงรายละเอียดถึงโครงสร้างของการพัฒนาแต่ละจุดใน BB และถึงแม้ใครจะไม่ใช่ BB developer ก็ยังสามารถเข้าร่วมได้นะคะ เพราะว่าหัวข้อที่พูดบางหัวข้อก็เป็นแบบพื้นฐานทั่วๆไป หรือใครที่มีพื้นอยู่แล้วก็เข้าฟังหัวข้อที่เป็นขั้นสูง หรือเข้าห้องแลปเขียนโค้ดกันก็ได้
สำหรับรูปแบบการจัดงาน ต้องขอชมเชยว่าจัดได้ดีมากเลย ตั้งแต่ระบบการลงทะเบียนออนไลน์ การให้เราสามารถเลือก session ที่เข้าฟังได้ออนไลน์(เป็นการจองที่นั่ง) เรียกว่าจัดตารางการเข้าร่วมงานของตัวเองได้ตามใจชอบก่อนจะถึงวันงานจริง และก็แม้กระทั่งวันงานเองก็แค่ล็อกอินเข้าระบบก็ถือว่าลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว รับป้ายชื่อ เสื้อแจกฟรี(ที่เป็นธรรมเนียมของงานเหล่าๆนี้ไปแล้ว) ทำให้รวดเร็วทันใจดีจริงๆ และที่พิเศษคือมีการแจก BB Alpha B device ให้กับ developer ที่มีคุณสมบัติผ่านตามเกณฑ์ ซึ่งก็คิดว่าน่าจะคัดมาจากประวัติในใบลงทะเบียนนั่นเอง
แม้กระทั่งภายในงานเอง การเข้าฟังแต่ละ session ก็สะดวก มีการสแกนบาร์โค้ดที่ป้ายชื่อทำให้รู้ว่าใครเข้าฟังห้องไหน(มีห้องสำหรับฟังเลคเชอร์ทั้งหมด 4 ห้อง และแลป 2 ห้อง) ถ้าใครจองที่นั่งไว้ก็จะเข้าได้เลย แต่คนที่ไม่ได้จองที่นั่งไว้จะต้องรอจนกว่าจะถึง 5 นาทีก่อนเริ่มพูด ถึงจะเข้าห้องได้ค่ะ ในห้องจะมีกระดาษกับดินสอเตรียมไว้ให้สำหรับคนที่ต้องการจด
ส่วนเรื่องการเลี้ยงรับรอง เรียกว่างานนี้ไม่ท้องแตกไม่เลิกกิน เพราะอาหารกลางวันเป็นบุฟเฟต์ มีทั้งอาหารฝรั่ง ไทย ญี่ปุ่น คาวหวาน มากันครบ ช่วงพักเบรกก็มีอาหารว่าง น้ำผลไม้สดๆ ให้ทานกันตลอด รวมถึงในห้องที่ฟังเลคเชอร์แต่ละห้องก็จะมี น้ำดื่มแบบขวด วางไว้ให้หยิบดื่มแก้กระหายกันตลอดทั้งงาน ซึ่งตอนเย็นของวันแรกจะมีปาร์ตี้ด้วยค่ะ (แต่เราไม่ได้เข้าร่วม เสียดายง่ะ T T)
หลังจากงานจบ ก็จะมี online survey ให้เราทำการประเมินมีทั้งประเมินในแต่ละ session ที่เราได้เข้าฟัง รวมถึงประเมินการจัดงานด้วยค่ะ ในวันที่สองนี้ พอเราทำประเมินเสร็จเค้าก็จะแจกของที่ระลึกให้
สรุปการเข้าร่วมงานนี้ โดยส่วนตัวขอบอกว่าประทับใจมาก แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าไม่เคยเข้าร่วมงานใหญ่ๆอย่างนี้มาก่อน งานอื่นที่เคยไปมาก็คิดว่าเล็กกว่า และจัดรูปแบบได้แตกต่างออกไป ที่ประทับใจไม่ใช่แค่ของหวาน ที่กินจนพุงกางนะคะ ^ ^ แต่ว่าประทับใจระบบการจัดงานที่จัดการได้ดี รวดเร็ว สะดวกต่อการให้บริการ และการดูแลผู้เข้าร่วมงานที่ดีของ staff ทุกๆท่าน เพราะมี staff ทุกจุด มีการสอบถามเราก่อนที่เราจะเอ่ยปากถามด้วยค่ะ service ดีจริงๆ
ที่สำคัญ แค่ความรู้ๆต่างๆที่ได้ ก็คุ้มค่ามากแล้วค่ะ เพราะวิทยากรส่วนใหญ่เป็นระดับมืออาชีพจาก RIM เองทั้งนั้น อีกทั้งยังแบ่งหัวข้อที่พูดตามระดับความยากง่าย ทำให้เราเลือกฟังได้เหมาะสมตามพื้นความรู้ของเราค่ะ
ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้เข้าร่วมงานนี้อีก คิดว่าเราคงไม่พลาดแน่นอนค่ะ :)
สำหรับใครที่สนใจอยากรู้ว่า สรุปเนื้อหาที่พูดในงานมีอะไรบ้าง รออ่านบล็อกหน้านะคะ รู้สึกว่าบล็อกนี้จะยาวไปแล้ว
จริงแล้ว งาน Blackberry Jam นี่จะวนไปจัดตามประเทศต่างๆเป็นตัวแทนของแต่ละทวีป ซึ่งปีที่แล้วประเทศไทยน้ำท่วมเลยต้องไปจัดที่สิงคโปร์ ปีนี้ก็เลยจัดที่เมืองไทยของเราตามสัญญา งานก็มี 2 วัน คือ 29-30 พ.ย. ไปกันตั้งแต่เช้าจนเย็นค่ำไม่อยากจะกลับกันเลยทีเดียว
งานนี้เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมเอานักพัฒนาแอพพลิเคชั่นบน BB platform มาเจอกัน ซึ่งจะมี General session ที่พูดถึงเรื่องรวมๆเกี่ยวกับแผนการผลิตภัณฑ์ของ BB เอง และแนวทางต่างๆ ต่อจากนั้น ก็จะแบ่งเป็นห้องๆ ที่จะมีวิทยากรมาพูดแบ่งตามหัวข้อต่างๆ ซึ่งจะลงรายละเอียดถึงโครงสร้างของการพัฒนาแต่ละจุดใน BB และถึงแม้ใครจะไม่ใช่ BB developer ก็ยังสามารถเข้าร่วมได้นะคะ เพราะว่าหัวข้อที่พูดบางหัวข้อก็เป็นแบบพื้นฐานทั่วๆไป หรือใครที่มีพื้นอยู่แล้วก็เข้าฟังหัวข้อที่เป็นขั้นสูง หรือเข้าห้องแลปเขียนโค้ดกันก็ได้
สำหรับรูปแบบการจัดงาน ต้องขอชมเชยว่าจัดได้ดีมากเลย ตั้งแต่ระบบการลงทะเบียนออนไลน์ การให้เราสามารถเลือก session ที่เข้าฟังได้ออนไลน์(เป็นการจองที่นั่ง) เรียกว่าจัดตารางการเข้าร่วมงานของตัวเองได้ตามใจชอบก่อนจะถึงวันงานจริง และก็แม้กระทั่งวันงานเองก็แค่ล็อกอินเข้าระบบก็ถือว่าลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว รับป้ายชื่อ เสื้อแจกฟรี(ที่เป็นธรรมเนียมของงานเหล่าๆนี้ไปแล้ว) ทำให้รวดเร็วทันใจดีจริงๆ และที่พิเศษคือมีการแจก BB Alpha B device ให้กับ developer ที่มีคุณสมบัติผ่านตามเกณฑ์ ซึ่งก็คิดว่าน่าจะคัดมาจากประวัติในใบลงทะเบียนนั่นเอง
แม้กระทั่งภายในงานเอง การเข้าฟังแต่ละ session ก็สะดวก มีการสแกนบาร์โค้ดที่ป้ายชื่อทำให้รู้ว่าใครเข้าฟังห้องไหน(มีห้องสำหรับฟังเลคเชอร์ทั้งหมด 4 ห้อง และแลป 2 ห้อง) ถ้าใครจองที่นั่งไว้ก็จะเข้าได้เลย แต่คนที่ไม่ได้จองที่นั่งไว้จะต้องรอจนกว่าจะถึง 5 นาทีก่อนเริ่มพูด ถึงจะเข้าห้องได้ค่ะ ในห้องจะมีกระดาษกับดินสอเตรียมไว้ให้สำหรับคนที่ต้องการจด
ส่วนเรื่องการเลี้ยงรับรอง เรียกว่างานนี้ไม่ท้องแตกไม่เลิกกิน เพราะอาหารกลางวันเป็นบุฟเฟต์ มีทั้งอาหารฝรั่ง ไทย ญี่ปุ่น คาวหวาน มากันครบ ช่วงพักเบรกก็มีอาหารว่าง น้ำผลไม้สดๆ ให้ทานกันตลอด รวมถึงในห้องที่ฟังเลคเชอร์แต่ละห้องก็จะมี น้ำดื่มแบบขวด วางไว้ให้หยิบดื่มแก้กระหายกันตลอดทั้งงาน ซึ่งตอนเย็นของวันแรกจะมีปาร์ตี้ด้วยค่ะ (แต่เราไม่ได้เข้าร่วม เสียดายง่ะ T T)
| มุมโปรดที่เราฟาดเรียบทุกวัน |
![]() |
| รวมมิตรของฝากจากงาน BBJam Asia มี Mobile alpha device , Funduino microcontroller board, ปากกา และลูกบอลคลายเครียด (จริงๆได้ บัตรรถไฟ MRT มูลค่า 150 บาทมาด้วยล่ะ) |
สรุปการเข้าร่วมงานนี้ โดยส่วนตัวขอบอกว่าประทับใจมาก แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าไม่เคยเข้าร่วมงานใหญ่ๆอย่างนี้มาก่อน งานอื่นที่เคยไปมาก็คิดว่าเล็กกว่า และจัดรูปแบบได้แตกต่างออกไป ที่ประทับใจไม่ใช่แค่ของหวาน ที่กินจนพุงกางนะคะ ^ ^ แต่ว่าประทับใจระบบการจัดงานที่จัดการได้ดี รวดเร็ว สะดวกต่อการให้บริการ และการดูแลผู้เข้าร่วมงานที่ดีของ staff ทุกๆท่าน เพราะมี staff ทุกจุด มีการสอบถามเราก่อนที่เราจะเอ่ยปากถามด้วยค่ะ service ดีจริงๆ
ที่สำคัญ แค่ความรู้ๆต่างๆที่ได้ ก็คุ้มค่ามากแล้วค่ะ เพราะวิทยากรส่วนใหญ่เป็นระดับมืออาชีพจาก RIM เองทั้งนั้น อีกทั้งยังแบ่งหัวข้อที่พูดตามระดับความยากง่าย ทำให้เราเลือกฟังได้เหมาะสมตามพื้นความรู้ของเราค่ะ
ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสได้เข้าร่วมงานนี้อีก คิดว่าเราคงไม่พลาดแน่นอนค่ะ :)
สำหรับใครที่สนใจอยากรู้ว่า สรุปเนื้อหาที่พูดในงานมีอะไรบ้าง รออ่านบล็อกหน้านะคะ รู้สึกว่าบล็อกนี้จะยาวไปแล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
วันนี้เหม็นกลิ่นน้ำส้มสายชูควันไม้มาก คือว่าที่ห้องเนี่ยจะมี "มด" มาเที่ยวหาตลอด ไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ตาม รักกันมาก เอาแป้งฝุ...
-
ที่มาภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/Spirited_Away Spirited Away เรื่องนี้ถ้าแปลตามตัวก็คือเรื่องจิตวิญญาณที่หายไป แต่ว่าชื่อในภาษาญี่ป...
-
สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาหน้านี้ แนะนำว่าให้อ่าน ที่นี่ ก่อนนะคะ เอาล่ะที่นี้เราจะมาคุยกันต่อเรื่องว่า ทำอย่างไรเราถึงจะนำเสนอรูปแบบข้อมูลให้...




















.jpg)

