ฮ่าๆๆ ขอหัวเราะให้กับตัวเองเป็นอย่างแรก ฉลองการเขียนโพสนี้ หลังจากที่พบว่าเคยตั้งใจจะเขียนบล็อกเดือนละครั้ง ผ่านมาครึ่งปีแล้วสินะ
หัวข้อโพสนี้ฟังดูมีไฟมาก สืบเนื่องจากเมื่อวานคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา และบอกว่าอยากจะเขียนเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยที่เราทำกัน สอนคนอื่นๆที่อาจจะสนใจเกี่ยวกับ reasoning system โดยใช้แนวทางของ argumentation
และเนื่องจากคิดว่าอาจจะมีหลายๆคนที่ไม่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษประจวบกับไม่รู้ว่าจะไปเริ่มอ่านอะไรดี เราเลยอยากเขียนเป็นภาษาไทย
เล่าให้อาจารย์ฟังว่า เคยเขียนเกี่ยวกับ math logic นิดหน่อย แต่ว่าไม่มั่นใจในตัวเอง และรู้สึกว่าวิธีการอธิบายยังไม่ทำให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายพอ เลยหยุดไปพักใหญ่เลย
อาจารย์บอกว่าไอเดียดีมากเลย แล้วไอจะช่วยยูเอง ...เอิ่มอาจารย์อ่านภาษาไทยไม่ออกนะคะ พูดได้ไม่เกินสิบประโยคด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆ อาจารย์บอกว่ายูก็แปลมาสิ ว่าเขียนอะไรไปบ้างตรงไหนไม่เข้าใจ ไอจะช่วยตรวจทานให้
ด้วยความเกรงใจ เราก็ไม่ได้ตอบรับ อาจารย์พูดว่า เวลาที่เจอปัญหาว่าไม่มั่นใจในการถ่ายทอดความรู้ออกไป บางคนเลือกที่จะหยุดทำไปเลย บางคนเลือกที่จะถ่ายทอดต่อทั้งๆที่ไม่มั่นใจแบบนั้นแหละ และบางคนก็เลือกที่จะหาความรู้เพิ่มเติมและพยายามอธิบายให้ดีขึ้น ถ้ายูเป็นนักเรียนไอยูควรจะเลือกวิธีสุดท้ายนะ
แน่นอนอยู่แล้วค่า ไม่อย่างนั้นหนูจะกลับไปอ่านเปเปอร์ซ้ำๆอีกหลายรอบหรือคะ :)
โพสนี้เลยอยากจะบันทึกความตั้งใจอันแรงกล้าของเรา ฮ่าๆๆอย่าเพิ่งมอดละ
จะหาเวลาเขียนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ logic programming และ argumentation สำหรับคนที่สนใจอยากจะรู้ว่า reasoning system คืออะไร ถ้าอยากจะทำให้ระบบคิดอย่างมีเหตุมีผล จะเริ่มยังไงดี
หวังว่าเราคงจะมีเวลามาเขียนบทความแรกได้ ในเร็วๆนี้นะ ตอนนี้ขอไปปั่นงานส่งอาจารย์ก่อน แล้วเจอกัน !!!
วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559
ติดการ์ตูนเรื่องแรกของปี --- One punch man
เริ่มต้นปีใหม่มาเราก็อยู่ในโหมดอยากเป็นฮีโร่ขึ้นมาทันที ... และแน่นอน แรงบันดาลใจมาจากการติดการ์ตูนเรื่อง One Punch Man !!!!
เราไม่ได้อ่านมังงะ ที่มีแต่ใครๆบอกว่า แรกเริ่มเดิมทีเป็นแค่ลายเส้นกากๆเหมือนเด็กประถมวาด เพราะคนเขียนต้องการวาดเล่นๆ แต่เนื้อเรื่องมันดีมากจนมีคนไปวาดลายเส้นให้ใหม่ นับได้ว่าแค่ที่มาของการ์ตูนเรื่องนี้ก็เกรียนแล้ว
และแน่นอน พระเอกเรื่องนี้มันก็เกรียนได้ใจ ตั้งแต่ทรงผม ชุด บุคลิกไปจนถึงทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับตัวพระเอก .... แต่ที่เราอยากจะเอ่ยถึงการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพราะว่า มันเป็นการ์ตูน ฮา เกรียน
ที่เราอยากเน้น คือเนื้อเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรม ความจริงของสังคม และการเป็นฮีโร่ ที่คนเขียนแทรกไปในเรื่องต่างหาก ซึ่งแทรกไปได้พอเหมาะพอเจาะไม่ได้ยัดเยียด แต่สะท้อนสังคมได้ดีมาก
เราดูแต่อะนิเมะ ซึ่งซีซั่นแรกมี 12 ตอน ทั้งหมดนี้เราชอบตอนที่ 8-9 มากที่สุด ประทับใจจนอยากเป็นฮีโร่ขึ้นมาก็ตอนที่ดูตอนนี้แหละ
ตอนดูแรกๆ ไม่ได้รู้สึกว่าอยากติดตามเท่าไหร่ เพราะเห็นว่าพระเอกไม่หล่อ หัวโล้น ใส่ชุดยังกับซุเปอร์แมน (เพื่อให้ตัวเองดูเหมือนฮีโร่) สัตว์ประหลาดก็หน้าตาน่าเกลียด เราไม่ค่อยชอบ แต่พอดูๆไปสักสามตอน เริ่มหยุดไม่ได้ เพราะว่า เนื้อเรื่องมันฮา ตัวละครแต่ละตัวก็มีความฮา ความเกรียนของตัวเอง แล้วพอเข้าตอนที่พระเอกไปสมัครเข้าสมาคมฮีโร่แล้ว เนื้อเรื่องมันเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นสะท้อนสังคม ทำให้เราดูจนจบซีซั่นหนึ่งเลย
ทำไมเราถึงชอบประเด็นนั้น ... อยากให้ดูเอง !!! ไม่ได้แกล้งกันนะ แต่คิดว่าถ้าดูเองมันจะประทับใจมากกว่า คงสปอยได้แค่ว่า ... พระเอกเป็นฮีโร่ เพราะอยากเป็นฮีโร่ แต่หลายๆคน เป็นฮีโร่ เพราะเหตุผลอื่น อาจจะเพราะอยากมีชื่อเสียง หรือเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งตัวเอง ฯลฯ
สังคมก็เช่นกัน มีหลายๆครั้งที่คนที่ทำเรื่องที่ดี หรือเป็นคนทำงานจริงๆ ไม่ได้รับคำชมเชย แต่คนที่อาจจะทำบ้าง หรือแค่ทำพอให้เห็นหน้า กลับได้ไปเต็มๆ และหลายๆครั้ง เราไม่สามารถทำให้คนทุกคน ชอบหรือเข้าใจเราได้ ..แทนที่จะได้คำชม กลับได้คำติ หรือคำด่ามาแทน ถ้าเป็นเรา...จะทำใจรับตรงนี้ยังไง จะทำใจให้ไม่ท้อแท้ หรือโกรธกับสิ่งที่ได้รับ หลังจากความพยายามอย่างหนักของเราไหม
ep 8-9 เป็นทางเลือกของพระเอกที่ตอบสนองกับสังคมแบบนี้ ที่มันเป็นจริงในโลกใบนี้ จริงๆตอนอื่นๆก็มีแทรกมา แต่เราว่า สองตอนนี้พีคสุดแล้ว
ดูจบ ep 9 แล้วเราอยากเป็นฮีโร่ แบบไซตามะ ...ไม่ใช่ว่าอยากเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ชนิดต่อยหมัดเดียวตาย สู้กับใครก็ไม่แพ้แบบพระเอก แต่ว่า อยากเป็นฮีโร่ เพราะอยากเป็นฮีโร่
แน่นอน..เราคงไม่ได้เป็นฮีโร่ที่แข็งแรงไปสู้กับเหล่าร้ายอย่างในการ์ตูน แต่อยากเป็นฮีโร่ โดยการใช้ความสามารถ ความรู้ที่ตัวเองมี เท่าที่จะทำได้ ช่วยเหลือโลกทางใดสักทางหนึ่ง ... เหมือนที่มูเมนไรเดอร์ (ฮีโร่ปั่นจักรยาน) ในเรื่องทำ
เราไม่ได้อ่านมังงะ ที่มีแต่ใครๆบอกว่า แรกเริ่มเดิมทีเป็นแค่ลายเส้นกากๆเหมือนเด็กประถมวาด เพราะคนเขียนต้องการวาดเล่นๆ แต่เนื้อเรื่องมันดีมากจนมีคนไปวาดลายเส้นให้ใหม่ นับได้ว่าแค่ที่มาของการ์ตูนเรื่องนี้ก็เกรียนแล้ว
และแน่นอน พระเอกเรื่องนี้มันก็เกรียนได้ใจ ตั้งแต่ทรงผม ชุด บุคลิกไปจนถึงทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับตัวพระเอก .... แต่ที่เราอยากจะเอ่ยถึงการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพราะว่า มันเป็นการ์ตูน ฮา เกรียน
ที่เราอยากเน้น คือเนื้อเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรม ความจริงของสังคม และการเป็นฮีโร่ ที่คนเขียนแทรกไปในเรื่องต่างหาก ซึ่งแทรกไปได้พอเหมาะพอเจาะไม่ได้ยัดเยียด แต่สะท้อนสังคมได้ดีมาก
เราดูแต่อะนิเมะ ซึ่งซีซั่นแรกมี 12 ตอน ทั้งหมดนี้เราชอบตอนที่ 8-9 มากที่สุด ประทับใจจนอยากเป็นฮีโร่ขึ้นมาก็ตอนที่ดูตอนนี้แหละ
ตอนดูแรกๆ ไม่ได้รู้สึกว่าอยากติดตามเท่าไหร่ เพราะเห็นว่าพระเอกไม่หล่อ หัวโล้น ใส่ชุดยังกับซุเปอร์แมน (เพื่อให้ตัวเองดูเหมือนฮีโร่) สัตว์ประหลาดก็หน้าตาน่าเกลียด เราไม่ค่อยชอบ แต่พอดูๆไปสักสามตอน เริ่มหยุดไม่ได้ เพราะว่า เนื้อเรื่องมันฮา ตัวละครแต่ละตัวก็มีความฮา ความเกรียนของตัวเอง แล้วพอเข้าตอนที่พระเอกไปสมัครเข้าสมาคมฮีโร่แล้ว เนื้อเรื่องมันเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นสะท้อนสังคม ทำให้เราดูจนจบซีซั่นหนึ่งเลย
ทำไมเราถึงชอบประเด็นนั้น ... อยากให้ดูเอง !!! ไม่ได้แกล้งกันนะ แต่คิดว่าถ้าดูเองมันจะประทับใจมากกว่า คงสปอยได้แค่ว่า ... พระเอกเป็นฮีโร่ เพราะอยากเป็นฮีโร่ แต่หลายๆคน เป็นฮีโร่ เพราะเหตุผลอื่น อาจจะเพราะอยากมีชื่อเสียง หรือเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งตัวเอง ฯลฯ
สังคมก็เช่นกัน มีหลายๆครั้งที่คนที่ทำเรื่องที่ดี หรือเป็นคนทำงานจริงๆ ไม่ได้รับคำชมเชย แต่คนที่อาจจะทำบ้าง หรือแค่ทำพอให้เห็นหน้า กลับได้ไปเต็มๆ และหลายๆครั้ง เราไม่สามารถทำให้คนทุกคน ชอบหรือเข้าใจเราได้ ..แทนที่จะได้คำชม กลับได้คำติ หรือคำด่ามาแทน ถ้าเป็นเรา...จะทำใจรับตรงนี้ยังไง จะทำใจให้ไม่ท้อแท้ หรือโกรธกับสิ่งที่ได้รับ หลังจากความพยายามอย่างหนักของเราไหม
ep 8-9 เป็นทางเลือกของพระเอกที่ตอบสนองกับสังคมแบบนี้ ที่มันเป็นจริงในโลกใบนี้ จริงๆตอนอื่นๆก็มีแทรกมา แต่เราว่า สองตอนนี้พีคสุดแล้ว
ดูจบ ep 9 แล้วเราอยากเป็นฮีโร่ แบบไซตามะ ...ไม่ใช่ว่าอยากเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ชนิดต่อยหมัดเดียวตาย สู้กับใครก็ไม่แพ้แบบพระเอก แต่ว่า อยากเป็นฮีโร่ เพราะอยากเป็นฮีโร่
แน่นอน..เราคงไม่ได้เป็นฮีโร่ที่แข็งแรงไปสู้กับเหล่าร้ายอย่างในการ์ตูน แต่อยากเป็นฮีโร่ โดยการใช้ความสามารถ ความรู้ที่ตัวเองมี เท่าที่จะทำได้ ช่วยเหลือโลกทางใดสักทางหนึ่ง ... เหมือนที่มูเมนไรเดอร์ (ฮีโร่ปั่นจักรยาน) ในเรื่องทำ
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๙
สวัสดีปีใหม่จ้าาาา
เป็นธรรมเนียมที่พอถึงปีใหม่จะต้องมีความคิดที่ว่าจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆดีในแต่ละปี แต่พอผ่านไปๆ ก็เหมือนเดิม ไม่ค่อยจะสำเร็จ ฮ่าๆ เอาล่ะ ปีนี้ก็มาเริ่มใหม่กันบ้างนะ ตั้งใจว่าจะทำอะไรหลายๆอย่าง หวังว่าจะสำเร็จได้ครบตามหวัง
ปีนี้เราชอบพรจากในหลวงเนื่องในวันปีใหม่มาก เพราะสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง และเราสามารถนำไปปฎิบัติตามเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้จริงๆกับทุกผู้ทุกคน แน่นอนรวมถึงตัวเราด้วย
สำหรับเราปีที่ผ่านมา มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีทั้งประสบการณ์ที่ดีและแย่ แต่ไม่ว่าจะยังไงมันก็ผ่านไปแล้ว อดีตก็คืออดีต การที่เราเอาอดีตกลับมาคิดแล้วเสียใจ ใส่อารมณ์ลงไปก็รังแต่จะทำให้ตัวเองเจ็บปวด และก็เจ็บปวดเพราะความคิดย้ำๆซ้ำๆของตัวเองด้วยสิ เหตุการณ์ในอดีตมันได้ผ่านไปแล้ว เราก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไปอย่าเอากลับมาทำร้ายตัวเอง ถ้าหากจะคิดก็ให้คิดมาสอนใจและเก็บไว้เป็นบทเรียนเพื่อบอกตัวเองว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก เราจะหาทางแก้ไขยังไง หรือจะตัดสินใจยังไงดีกว่า
ส่วนอนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง อย่าไปคิดกังวลจนไม่เป็นอันทำอะไร ให้เตรียมวางแผนการให้พร้อมในส่วนที่เราทำได้ ต่อไปก็ปล่อยให้เรื่องราวมันเกิดขึ้นไปตามทางของมัน พอสถานการณ์เปลี่ยนเราก็ค่อยมาวางแผนรับมือกับมันใหม่
แน่นอนว่าการมีสติ สัมปชัญญะ จะช่วยเราได้มากในการตัดสินใจต่อสถานการณ์ปัญหาต่างๆ เพราะถ้าขาดสติเราจะขาดความรอบคอบ ในการแก้ปัญหา ขอให้ทุกคนรวมถึงตัวเราเองหมั่นมีสติรู้ทันให้มากๆนะคะ
เอาล่ะ เริ่มต้นปีใหม่กันได้แล้ว ^__^
เป็นธรรมเนียมที่พอถึงปีใหม่จะต้องมีความคิดที่ว่าจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆดีในแต่ละปี แต่พอผ่านไปๆ ก็เหมือนเดิม ไม่ค่อยจะสำเร็จ ฮ่าๆ เอาล่ะ ปีนี้ก็มาเริ่มใหม่กันบ้างนะ ตั้งใจว่าจะทำอะไรหลายๆอย่าง หวังว่าจะสำเร็จได้ครบตามหวัง
ปีนี้เราชอบพรจากในหลวงเนื่องในวันปีใหม่มาก เพราะสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง และเราสามารถนำไปปฎิบัติตามเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้จริงๆกับทุกผู้ทุกคน แน่นอนรวมถึงตัวเราด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2559 เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ความว่า
" ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จ สมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา
ความสุขความเจริญนี้ แม้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ในวิถีชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งความสมหวังและผิดหวัง เป็นปรกติธรรมดา ทุกคนจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมการให้พร้อม อย่าประมาท
ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ท่านทั้งหลาย ได้รักษาและสร้างเสริมสุขภาพของตนให้สมบูรณ์ ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง หนักแน่น และมีสติ รู้เท่าทันอยู่เสมอ จักได้สามารถนำพาตนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ อันไม่พึงประสงค์ จนบรรลุถึงความสุข ความเจริญและความสำเร็จได้ดังที่ตั้งใจปรารถนา
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน""
สำหรับเราปีที่ผ่านมา มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย มีทั้งประสบการณ์ที่ดีและแย่ แต่ไม่ว่าจะยังไงมันก็ผ่านไปแล้ว อดีตก็คืออดีต การที่เราเอาอดีตกลับมาคิดแล้วเสียใจ ใส่อารมณ์ลงไปก็รังแต่จะทำให้ตัวเองเจ็บปวด และก็เจ็บปวดเพราะความคิดย้ำๆซ้ำๆของตัวเองด้วยสิ เหตุการณ์ในอดีตมันได้ผ่านไปแล้ว เราก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไปอย่าเอากลับมาทำร้ายตัวเอง ถ้าหากจะคิดก็ให้คิดมาสอนใจและเก็บไว้เป็นบทเรียนเพื่อบอกตัวเองว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก เราจะหาทางแก้ไขยังไง หรือจะตัดสินใจยังไงดีกว่า
ส่วนอนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง อย่าไปคิดกังวลจนไม่เป็นอันทำอะไร ให้เตรียมวางแผนการให้พร้อมในส่วนที่เราทำได้ ต่อไปก็ปล่อยให้เรื่องราวมันเกิดขึ้นไปตามทางของมัน พอสถานการณ์เปลี่ยนเราก็ค่อยมาวางแผนรับมือกับมันใหม่
แน่นอนว่าการมีสติ สัมปชัญญะ จะช่วยเราได้มากในการตัดสินใจต่อสถานการณ์ปัญหาต่างๆ เพราะถ้าขาดสติเราจะขาดความรอบคอบ ในการแก้ปัญหา ขอให้ทุกคนรวมถึงตัวเราเองหมั่นมีสติรู้ทันให้มากๆนะคะ
เอาล่ะ เริ่มต้นปีใหม่กันได้แล้ว ^__^
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ทำอาหารกินเอง -- แกงกะหรี่ญี่ปุ่น
ไม่ได้อัพเดทบล็อกซะนาน มัวแต่ยุ่งๆ พอช่วงหลังนี้ เริ่มกลับมาฮิตทำอาหารกินเอง ก็เลยคิดว่ามาอัพบล็อกเกี่ยวกับอาหารฆ่าเวลาระหว่างกลั่นกรองเตรียมเขียนเรื่องลอจิกทีหลังดีกว่าค่ะ
สำหรับเมนูวันนี้คือ แกงกะหรี่เนื้อญี่ปุ่นนั่นเองงง
คือว่าเราเคยไปกินแกงกะหรี่ที่ร้าน โคโค่อิจิบัง แล้วรู้สึกว่ามันอร่อยดี คือถ้าไม่ใส่ผักกาดดองหวานก็คงจะลดความอร่อยลงไปอีกนะคะ ฮ่าๆๆๆ เพราะว่าเวลากินกับผักกาดแล้วมันจะแก้เลี่ยนได้ดี แต่ว่าเมนูแกงกะหรี่ในร้านโคโค่ก็ราคาแพงใช่ย่อย จานละหนึ่งร้อยห้าสิบบาท(โดยประมาณ)ขึ้นไป จะช้าอยู่ไย เราก็เลยสรรหาวิธีทำแกงกะหรี่แบบง่ายๆด้วยตัวเอง ค้นหาวิธีในอินเตอร์เน็ทก็มีวิธีสารพัดเลยค่ะ สูตรใครต่อสูตรใครเต็มไปหมด เราก็เลยจับข้อดีแต่ละสูตรมายำรวมกันแล้วก็ทำเองมั่วๆ ผลลัพธ์ก็ออกมาใช้ได้ค่ะ
สำหรับน้ำแกงกะหรี่หม้อนี้ที่เราทำ ลงทุนไปราวๆ 200 บาท สามารถกินได้ 6 จานเลยค่ะ แต่ก็เสียเวลาทำนานถึงเกือบ 2 ชม. สำหรับสูตรแกงกะหรี่ที่เราทำเป็นครั้งแรกที่เราหัดทำเลย ก็ไม่ได้มีน้ำซุปมาก่อน ใช้น้ำเปล่านี่ล่ะค่ะ อาจจะไม่อร่อยเท่าโคโค่อิจิบัง แต่เราว่ามันก็ทดแทนกันได้ถ้าเทียบกับราคานะคะ :)
ส่วนประกอบ (ได้แกงกะหรี่ประมาณ 6 ที่)
1. เนื้อสัตว์ตามชอบ ในที่นี้เราใช้เนื้อวัวค่ะ (พอดีมีเหลือในตู้เลยจัดการซะ)
2. น้ำซุป (เราไม่มีใช้น้ำเปล่าแทนค่ะ)
3. มันฝรั่ง 2 ผล
4. แครอท 1 หัว
5. หัวหอมใหญ่ 1 หัว
6. แอปเปิ้ล 1/2 ผล
7. ก้อนแกงกะหรี่สำเร็จรูป(วันนี้เราใช้ยี่ห้อ S&B) 100 กรัม
8. ดาร์กช็อคโกแลต นิดหน่อย (ใช้สำหรับทำให้สีของน้ำแกงเข้มขึัน)
9. นมจืด (เราใช้นมสดสำหรับดื่มแบบขวดนี่ล่ะค่ะ) 50 มล.
10. น้ำมันพืชนิดหน่อย
11. โชหยุหรือเกลือ นิดหน่อย (ไว้เติมกรณีชอบรสเค็ม)
12. พริกไทป่น (ไว้เติมกรณีชอบรสเผ็ด)
ถ้าใครชอบกินมันฝรั่งหรือแครอทเยอะๆ ก็เพิ่มลงไปได้นะคะ เพราะที่เราทำนี่จะได้ปริมาณไม่มากนัก
วิธีทำ
1. ตั้งกะทะใส่น้ำมันพืช เทหัวหอมใหญ่ที่หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเต๋าเล็กๆลงไปผัด
2. พอหอมใหญ่เริ่มใส ใส่เนื้อวัวที่หั่นเป็นชิ้นเต๋าลงไปผัดจนเนื้อสุก ใส่แครอทกับมันฝรั่งที่หั่นเป็นชิ้นๆเรียบร้อยแล้วลงไป คนให้น้ำมันเคลือบทั่วชิ้นมันฝรั่งกับหอมใหญ่
3. เติมน้ำซุป หรือน้ำเปล่าลงไป ตั้งเตาทิ้งไว้ด้วยไฟปานกลาง เคี่ยวไปเรื่อยๆจนกระทั่งผักเริ่มสุก (อันที่จริงเราแบ่งแครอท กับมันฝรั่งออกมาส่วนนึง เอามันฝรั่งกับแครอทมาต้มและปั่นละเอียดให้เข้ากัน เทลงไปในน้ำซุปตอนระหว่างรอผักสุกด้วยค่ะ ทำแบบนี้เพราะน้ำแกงจะได้ข้นๆ แต่จริงๆจะไม่ต้องทำก็ได้)
4. ใส่แอปเปิ้ลที่บดละเอียดลงไป (การใส่แอปเปิ้ลจะช่วยให้น้ำแกงมีรสชาติหวาน ถ้าใครไม่ชอบหวาน ให้ใส่น้อยกว่าครึ่งผลค่ะ)
5. ดับไฟ รอจนน้ำแกงเริ่มอุ่นแล้วจึงใส่ก้อนแกงกะหรี่สำเร็จรูปลงไป คนให้ละลาย ลองชิมรสชาติ ถ้าชอบเผ็ดให้เติมพริกไทลงไป ถ้าคิดว่าไม่ค่อยออกรสเค็มก็เติมโชหยุหรือเกลือลงไปได้ค่ะ
6. เมื่อปรุงรสได้ที่ ตั้งไฟอีกครั้งด้วยไฟอ่อน ใส่ช็อคโกแลตลงไปเพื่อเพิ่มสีของน้ำแกงให้เข้มขึ้น (เดิมทีน้ำแกงจะออกสีเหลือง ถ้าชอบสีออกดำๆสวยๆก็ใส่ช็อคโกแลตลงไปได้ค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย)
7. เคี่ยวน้ำแกงด้วยไฟอ่อน-ปานกลางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผักเปื่อยเละเท่าที่เราต้องการแล้ว เติมนมสดเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความมันข้น แล้วยกลงเป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ
เราใช้เวลาทำทั้งหมดราวๆสองชั่วโมง แต่ถ้ายิ่งเคี่ยวทิ้งไว้นานๆก็จะยิ่งอร่อยขึ้น แล้วถ้าเก็บข้ามคืนไว้ มาอุ่นกินอีกครั้งจะอร่อยเพิ่มขึ้นนะคะ เพราะน้ำแกงมันซึมเข้าเนื้อมากขึ้น เราคิดว่าครั้งหน้าจะเปลี่ยนยี่ห้อก้อนแกงกะหรี่ เผื่อจะอร่อยมากขึ้นค่ะ
ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ ^__^
สำหรับเมนูวันนี้คือ แกงกะหรี่เนื้อญี่ปุ่นนั่นเองงง
คือว่าเราเคยไปกินแกงกะหรี่ที่ร้าน โคโค่อิจิบัง แล้วรู้สึกว่ามันอร่อยดี คือถ้าไม่ใส่ผักกาดดองหวานก็คงจะลดความอร่อยลงไปอีกนะคะ ฮ่าๆๆๆ เพราะว่าเวลากินกับผักกาดแล้วมันจะแก้เลี่ยนได้ดี แต่ว่าเมนูแกงกะหรี่ในร้านโคโค่ก็ราคาแพงใช่ย่อย จานละหนึ่งร้อยห้าสิบบาท(โดยประมาณ)ขึ้นไป จะช้าอยู่ไย เราก็เลยสรรหาวิธีทำแกงกะหรี่แบบง่ายๆด้วยตัวเอง ค้นหาวิธีในอินเตอร์เน็ทก็มีวิธีสารพัดเลยค่ะ สูตรใครต่อสูตรใครเต็มไปหมด เราก็เลยจับข้อดีแต่ละสูตรมายำรวมกันแล้วก็ทำเองมั่วๆ ผลลัพธ์ก็ออกมาใช้ได้ค่ะ
![]() |
| แกงกะหรี่เนื้อญี่ปุ่น พยายามทำไข่เจียวโปะแต่ไข่ขาดไปหน่อย |
สำหรับน้ำแกงกะหรี่หม้อนี้ที่เราทำ ลงทุนไปราวๆ 200 บาท สามารถกินได้ 6 จานเลยค่ะ แต่ก็เสียเวลาทำนานถึงเกือบ 2 ชม. สำหรับสูตรแกงกะหรี่ที่เราทำเป็นครั้งแรกที่เราหัดทำเลย ก็ไม่ได้มีน้ำซุปมาก่อน ใช้น้ำเปล่านี่ล่ะค่ะ อาจจะไม่อร่อยเท่าโคโค่อิจิบัง แต่เราว่ามันก็ทดแทนกันได้ถ้าเทียบกับราคานะคะ :)
ส่วนประกอบ (ได้แกงกะหรี่ประมาณ 6 ที่)
1. เนื้อสัตว์ตามชอบ ในที่นี้เราใช้เนื้อวัวค่ะ (พอดีมีเหลือในตู้เลยจัดการซะ)
2. น้ำซุป (เราไม่มีใช้น้ำเปล่าแทนค่ะ)
3. มันฝรั่ง 2 ผล
4. แครอท 1 หัว
5. หัวหอมใหญ่ 1 หัว
6. แอปเปิ้ล 1/2 ผล
7. ก้อนแกงกะหรี่สำเร็จรูป(วันนี้เราใช้ยี่ห้อ S&B) 100 กรัม
8. ดาร์กช็อคโกแลต นิดหน่อย (ใช้สำหรับทำให้สีของน้ำแกงเข้มขึัน)
9. นมจืด (เราใช้นมสดสำหรับดื่มแบบขวดนี่ล่ะค่ะ) 50 มล.
10. น้ำมันพืชนิดหน่อย
11. โชหยุหรือเกลือ นิดหน่อย (ไว้เติมกรณีชอบรสเค็ม)
12. พริกไทป่น (ไว้เติมกรณีชอบรสเผ็ด)
ถ้าใครชอบกินมันฝรั่งหรือแครอทเยอะๆ ก็เพิ่มลงไปได้นะคะ เพราะที่เราทำนี่จะได้ปริมาณไม่มากนัก
วิธีทำ
1. ตั้งกะทะใส่น้ำมันพืช เทหัวหอมใหญ่ที่หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเต๋าเล็กๆลงไปผัด
2. พอหอมใหญ่เริ่มใส ใส่เนื้อวัวที่หั่นเป็นชิ้นเต๋าลงไปผัดจนเนื้อสุก ใส่แครอทกับมันฝรั่งที่หั่นเป็นชิ้นๆเรียบร้อยแล้วลงไป คนให้น้ำมันเคลือบทั่วชิ้นมันฝรั่งกับหอมใหญ่
3. เติมน้ำซุป หรือน้ำเปล่าลงไป ตั้งเตาทิ้งไว้ด้วยไฟปานกลาง เคี่ยวไปเรื่อยๆจนกระทั่งผักเริ่มสุก (อันที่จริงเราแบ่งแครอท กับมันฝรั่งออกมาส่วนนึง เอามันฝรั่งกับแครอทมาต้มและปั่นละเอียดให้เข้ากัน เทลงไปในน้ำซุปตอนระหว่างรอผักสุกด้วยค่ะ ทำแบบนี้เพราะน้ำแกงจะได้ข้นๆ แต่จริงๆจะไม่ต้องทำก็ได้)
4. ใส่แอปเปิ้ลที่บดละเอียดลงไป (การใส่แอปเปิ้ลจะช่วยให้น้ำแกงมีรสชาติหวาน ถ้าใครไม่ชอบหวาน ให้ใส่น้อยกว่าครึ่งผลค่ะ)
5. ดับไฟ รอจนน้ำแกงเริ่มอุ่นแล้วจึงใส่ก้อนแกงกะหรี่สำเร็จรูปลงไป คนให้ละลาย ลองชิมรสชาติ ถ้าชอบเผ็ดให้เติมพริกไทลงไป ถ้าคิดว่าไม่ค่อยออกรสเค็มก็เติมโชหยุหรือเกลือลงไปได้ค่ะ
6. เมื่อปรุงรสได้ที่ ตั้งไฟอีกครั้งด้วยไฟอ่อน ใส่ช็อคโกแลตลงไปเพื่อเพิ่มสีของน้ำแกงให้เข้มขึ้น (เดิมทีน้ำแกงจะออกสีเหลือง ถ้าชอบสีออกดำๆสวยๆก็ใส่ช็อคโกแลตลงไปได้ค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย)
7. เคี่ยวน้ำแกงด้วยไฟอ่อน-ปานกลางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผักเปื่อยเละเท่าที่เราต้องการแล้ว เติมนมสดเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความมันข้น แล้วยกลงเป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ
เราใช้เวลาทำทั้งหมดราวๆสองชั่วโมง แต่ถ้ายิ่งเคี่ยวทิ้งไว้นานๆก็จะยิ่งอร่อยขึ้น แล้วถ้าเก็บข้ามคืนไว้ มาอุ่นกินอีกครั้งจะอร่อยเพิ่มขึ้นนะคะ เพราะน้ำแกงมันซึมเข้าเนื้อมากขึ้น เราคิดว่าครั้งหน้าจะเปลี่ยนยี่ห้อก้อนแกงกะหรี่ เผื่อจะอร่อยมากขึ้นค่ะ
ขอให้สนุกกับการทำอาหารนะคะ ^__^
วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘
สวัสดีปีใหม่ค่า ขอให้ปี ๒๕๕๘ นี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกๆท่านนะคะ
หายหน้าไปไม่ได้อัพเดทบล็อกซะนานเลย ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวคำว่า สุขสันต์วันปีใหม่ทุกๆคนนะคะ
ปีที่ผ่านมามัวแต่ยุ่งๆกับเรื่องเรียนเรื่องสอบ ตอนนี้ก็ฝ่าฟันกันไปจนหมดเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็ตั้งหน้าตั้งตามุ่งงานวิจัยที่ต้องนำเสนออาจารย์กันต่อไป
โดยปกติแล้วมักจะนิยมทบทวนกันว่า ปีที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรไปบ้างเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำตามที่คิดไว้ และปีต่อไปตั้งเป้าหมายอะไรไว้บ้าง ส่วนตัวเราเองแล้วไม่ค่อยจะกลับไปสำรวจอะไรอย่างละเอียดเท่าไหร่ ไม่ค่อยจะตั้งเป้าหมายอะไรชัดเจนด้วย ก็ดูเหมือนเป็นคนไร้ระเบียบแบบแผน พูดง่ายๆเราก็คือคนขี้เกียจนั่นเอง ฮ่าๆๆ
จริงแล้วสำหรับตัวเราเองมีแค่เป้าหมายกว้างๆอยู่แค่สองข้อที่ตั้งใจไว้ เป็นเป้าหมายที่สำเร็จได้ยาก กว่าจะเห็นผลกันก็คงช้า หรืออาจจะไม่สำเร็จเลยก็ได้ แต่ก็เรียกได้ว่านั่นคือแผนการชีวิตที่เรามีในใจจริงๆ และเป็นความต้องการของตัวเองจริงๆ นอกนั้นก็ทำอะไรไปตามใจเรื่อยๆ อ่านแล้วอย่าเลียนแบบเราเลยนะคะ เราเป็นบุคคลผู้ซึ่งบ้าๆบอๆ ฮ่าๆๆ
แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราคิดว่าเราควรจะบันทึกอะไรสักหน่อยที่เกี่ยวกับเรื่องราวในปี ๒๕๕๗ ที่เพิ่งผ่านไปดีกว่า
๑. การเรียนให้ได้เกรดดีมากไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่การจะเรียนรู้บางเรื่องให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเชี่ยวชาญอาจจะต้องการความสามารถแฝงบางอย่างที่ไม่ได้มีอยู่ในตัวทุกคน
๒. สัตว์มันสื่อสารกับมนุษย์ไม่ได้ ร้องขออะไรก็ไม่ได้ หิวก็หุงหากินไม่เป็น มันก็ขอแค่มีที่กินที่อยู่ที่วิ่งเล่นบ้าง ที่ว่ากันว่าสัตว์สร้างความรำคาญให้ เป็นตัวปัญหา เราคิดว่ามันก็ยังไม่อันตรายเท่าปัญหาที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้นมาเลย
๓. เห็นหน้ากันเมื่อเช้าสายตาย สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา เย็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วย ดับสูญ
๔. แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นความทุกข์ แต่เพราะความผูกพันก็ยังทำให้เราเสียน้ำตาได้ เมื่อเวลานั้นมาถึง
๕. ทำไมเราต้องการอิทธิบาท ๔ เพราะนั่นเป็นทางแห่งความเพียร อันซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จของสิ่งที่ตั้งใจ ลองแค่เอาใจออกห่างจากเรื่องที่เคยสนใจสักพักสิ จะรู้ว่าความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม ความตั้งใจอันแรงกล้าที่เคยมีครั้งแรกๆมันหายไป
๖. ชีวิตนี้อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก จงอย่าตั้งอยู่ในความประมาท ขอให้เตรียมใจให้พร้อมยอมรับ เพื่อที่ว่าเมื่อเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นแล้ว เราจะได้ไม่ฟูมฟาย ไร้สติจนทำอะไรไปโดยไม่ยั้งคิด แล้วก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์
๗. การมีความเมตตาเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องจำไว้ว่า ถ้าเมตตาเขาแต่ทำเราเดือดร้อน ก็แสดงว่าไม่เมตตาตนเอง เมื่อทำไปแล้วตัวเองก็รู้สึกทุกข์ใจจะทำไปทำไม
อากาศเย็นๆต้อนรับปีใหม่แบบนี้ ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆเลย ที่บ้านอากาศหนาวมาก ต้องก่อไฟกองฟางนั่งผิงไฟกันตอนเช้าๆ กินมันเผาไปด้วยอร่อยสุดๆ ฮิๆๆ เดี๋ยวนี้ไม่หนาวขนาดนั้นแล้ว แถมกองฟางก็ไม่มี อย่างว่าแหละนะ โลกมันไม่เที่ยงนี่เนาะ สวัสดีปีใหม่ค่าาาาาาา ^ ^
หายหน้าไปไม่ได้อัพเดทบล็อกซะนานเลย ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวคำว่า สุขสันต์วันปีใหม่ทุกๆคนนะคะ
ปีที่ผ่านมามัวแต่ยุ่งๆกับเรื่องเรียนเรื่องสอบ ตอนนี้ก็ฝ่าฟันกันไปจนหมดเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็ตั้งหน้าตั้งตามุ่งงานวิจัยที่ต้องนำเสนออาจารย์กันต่อไป
โดยปกติแล้วมักจะนิยมทบทวนกันว่า ปีที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรไปบ้างเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำตามที่คิดไว้ และปีต่อไปตั้งเป้าหมายอะไรไว้บ้าง ส่วนตัวเราเองแล้วไม่ค่อยจะกลับไปสำรวจอะไรอย่างละเอียดเท่าไหร่ ไม่ค่อยจะตั้งเป้าหมายอะไรชัดเจนด้วย ก็ดูเหมือนเป็นคนไร้ระเบียบแบบแผน พูดง่ายๆเราก็คือคนขี้เกียจนั่นเอง ฮ่าๆๆ
จริงแล้วสำหรับตัวเราเองมีแค่เป้าหมายกว้างๆอยู่แค่สองข้อที่ตั้งใจไว้ เป็นเป้าหมายที่สำเร็จได้ยาก กว่าจะเห็นผลกันก็คงช้า หรืออาจจะไม่สำเร็จเลยก็ได้ แต่ก็เรียกได้ว่านั่นคือแผนการชีวิตที่เรามีในใจจริงๆ และเป็นความต้องการของตัวเองจริงๆ นอกนั้นก็ทำอะไรไปตามใจเรื่อยๆ อ่านแล้วอย่าเลียนแบบเราเลยนะคะ เราเป็นบุคคลผู้ซึ่งบ้าๆบอๆ ฮ่าๆๆ
แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราคิดว่าเราควรจะบันทึกอะไรสักหน่อยที่เกี่ยวกับเรื่องราวในปี ๒๕๕๗ ที่เพิ่งผ่านไปดีกว่า
๑. การเรียนให้ได้เกรดดีมากไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่การจะเรียนรู้บางเรื่องให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเชี่ยวชาญอาจจะต้องการความสามารถแฝงบางอย่างที่ไม่ได้มีอยู่ในตัวทุกคน
๒. สัตว์มันสื่อสารกับมนุษย์ไม่ได้ ร้องขออะไรก็ไม่ได้ หิวก็หุงหากินไม่เป็น มันก็ขอแค่มีที่กินที่อยู่ที่วิ่งเล่นบ้าง ที่ว่ากันว่าสัตว์สร้างความรำคาญให้ เป็นตัวปัญหา เราคิดว่ามันก็ยังไม่อันตรายเท่าปัญหาที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้นมาเลย
๓. เห็นหน้ากันเมื่อเช้าสายตาย สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา เย็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วย ดับสูญ
๔. แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นความทุกข์ แต่เพราะความผูกพันก็ยังทำให้เราเสียน้ำตาได้ เมื่อเวลานั้นมาถึง
๕. ทำไมเราต้องการอิทธิบาท ๔ เพราะนั่นเป็นทางแห่งความเพียร อันซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จของสิ่งที่ตั้งใจ ลองแค่เอาใจออกห่างจากเรื่องที่เคยสนใจสักพักสิ จะรู้ว่าความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม ความตั้งใจอันแรงกล้าที่เคยมีครั้งแรกๆมันหายไป
๖. ชีวิตนี้อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก จงอย่าตั้งอยู่ในความประมาท ขอให้เตรียมใจให้พร้อมยอมรับ เพื่อที่ว่าเมื่อเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นแล้ว เราจะได้ไม่ฟูมฟาย ไร้สติจนทำอะไรไปโดยไม่ยั้งคิด แล้วก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์
๗. การมีความเมตตาเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องจำไว้ว่า ถ้าเมตตาเขาแต่ทำเราเดือดร้อน ก็แสดงว่าไม่เมตตาตนเอง เมื่อทำไปแล้วตัวเองก็รู้สึกทุกข์ใจจะทำไปทำไม
อากาศเย็นๆต้อนรับปีใหม่แบบนี้ ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆเลย ที่บ้านอากาศหนาวมาก ต้องก่อไฟกองฟางนั่งผิงไฟกันตอนเช้าๆ กินมันเผาไปด้วยอร่อยสุดๆ ฮิๆๆ เดี๋ยวนี้ไม่หนาวขนาดนั้นแล้ว แถมกองฟางก็ไม่มี อย่างว่าแหละนะ โลกมันไม่เที่ยงนี่เนาะ สวัสดีปีใหม่ค่าาาาาาา ^ ^
วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ดูซีรีย์ดนตรีคลาสสิค -- Buzzer beat กับ Nodame Cantabile
พักยกเรื่องทฤษฎีลอจิกชั่วคราว อยากเล่าเรื่องบันเทิงๆบ้าง ด้วยความที่เราชอบดูหนังของ Studio Ghibli อยู่แล้ว และชื่นชอบในเพลงประกอบหนังอย่างมาก ก็ไปเจอะเข้ากับวีดีโอ
พอฟังเพลงจากวงออเคสตร้าแล้วก็นึกได้ว่า โอ๊ะมีซีรีย์ญี่ปุ่นที่เราชอบมากๆอยู่สองเรื่อง ลืมพูดถึงไปได้อย่างไรกันนี่
Nodame Cantabile เรื่องนี้เก่าแล้ว สร้างมาจากการ์ตูน เนื้อเรื่องก็ประมาณว่า จิอากิ(พระเอก)ที่เป็นลูกชายนักเปียโน มีความฝันอยากจะเป็นวาทยากรผู้ควบคุมวงออเคสตร้ามาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากประทับใจในตัวนักวาทยากรระดับโลกคนนึง จิอากิมีพรสวรรค์ในด้านการฟังแยกแยะเสียงดนตรี เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เก่งโดยเฉพาะเปียโน
ส่วนโนดาเมะ (นางเอก) มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน แต่อ่านโน๊ตไม่เป็น เล่นโดยอาศัยการจำทั้งนั้น และชอบเล่นตามอารมณ์ตัวเอง ทำให้ออกจะเล่นมั่วอยู่บ่อยๆ
ทีนี้ จิอากิกับโนดาเมะเรียนที่มหาวิทยาลัยด้านดนตรีที่เดียวกัน มีห้องพักอยู่ติดกัน เรื่องวุ่นๆก็เลยเกิดขึ้น
พล็อตเรื่องหลักจะเป็นการแก้ปมปัญหาของพระเอกที่ต้องการเป็นวาทยากร ทั้งที่เขามีความสามารถแต่ไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ได้ เพราะจิอากิกลัวการขึ้นเครื่องบิน แต่พอดีมีวาทยากรระดับโลกอีกคนมาสอนที่มหาวิทยาลัยที่จิอากิเรียน จิอากิก็เลยถือโอกาสนี้อยากเป็นลูกศิษย์ แต่....มันไม่ได้เป็นกันง่ายๆอย่างที่คิดหรอกค่ะ ถึงอย่างนั้นจิอากิก็ได้ฝึกฝนตามเส้นทางของการเป็นวาทยากร ร่วมกับเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยของเขา
ขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้ ซีรีย์ญี่ปุ่นทำมาได้ดีมากนักแสดงที่เป็นตัวเอกทั้งหมด แสดงดีและหน้าตารวมถึงบุคลิกเหมาะกับเนื้อเรื่องมากๆเลย
ส่วนนิสัยของตัวละคร เนื่องจากเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากการ์ตูน ก็จะมีกลิ่นอายความเวอร์แบบการ์ตูนผสมอยู่ อย่างเช่น จิอากิมีนิสัยเย็นชา ขี้โมโห เจ้าระเบียบ แต่โนดาเมะ มีนิสัยตรงกันข้ามกับเขา ห้องของโนดาเมะสกปรกซกมกมาก ถึงขั้นสารพัดแมลงมาอาศัยอยู่ กลิ่นขยะเหม็นเน่า แถมเธอก็ไม่ค่อยอาบน้ำสระผม ชอบขโมยอาหารเพื่อนไปกิน
โนดาเมะ ก็ตื๊อพระเอกสุดฤทธิ์ คือถ้าไม่ได้ลูกตื๊อคงไม่ได้หัวใจพระเอกมาครองอ่ะค่ะ ไม่อยากเล่ารายละเอียดเยอะ แต่อยากบอกว่าถ้าใครชอบละครแนว ให้กำลังใจ พยายามต่อสู้เพื่อฝัน และตลกๆ แนะนำเลย
เพลงที่ใช้ในละครก็เพราะมาก ขนาดเราไม่รู้จักเพลงคลาสสิคสักเพลง พอดูเรื่องนี้ชอบไปเลย
อยากบอกว่า เรื่องนี้เวอร์ชันละครญี่ปุ่น พระเอก นางเอก คู่รักไวโอลิน แคสหน้าตามาได้สวยหล่อน่ารักสมบทบาทมาก คือบทนางเอกกับเพื่อนๆนี่ ถ้าไม่ติ๊งต๊องไม่รั่วมันจะไม่ใช่เลย
เสียดายอย่างเดียว บทหวานระหว่างพระเอกกับนางเอกนี่น้อยมาก เรียกว่าแทบไม่มีเลยก็ได้เหอะ มันเลยไม่ค่อยซึ้งหรือประทับใจในความรักเท่าไหร่ จะไปเน้นความฮา ตลก และมิตรภาพของเพื่อนมากกว่า
เรื่องนี้ชอบการแสดงของนางเอกมาก บวกกับหน้าตาที่น่ารักเป็นทุนเดิม ทำให้เล่นบทโนดาเมะรั่วได้ใจเป็นเอกลักษณ์มากเลย ดูแล้วลงตัวสุดๆ
ปล. ตอนนี้มีเวอร์ชันละครเกาหลีออกมา เพิ่งดูได้ 2 ตอน ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ พระเอกทำผมทรงนี้ไม่หล่อ และนางเอกก็ดูไม่รั่วแบบธรรมชาติ เนื้อเรื่องก็รวบรัดไปหน่อยสำหรับสองตอนแรก เพลงก็ฟังแล้วไม่อินไม่อลังการเท่าเวอร์ชันญี่ปุ่น
Buzzer Beat เรื่องนี้ก็เก่าแล้วเช่นกัน พระเอกหล่อแต่แสดงแข็งไปหน่อย เลยทำให้อารมณ์มันไม่สุดเวลาอยู่ในฉากพีค แต่รวมๆก็ใช้ได้ ที่สะดุดคือนางเอกค่ะ น้องเคย์โกะ เล่นเรื่องนี้ได้น่ารักน่าชัง สวยสมวัยและเหมาะกับบทของหญิงสาวนักไวโอลินที่แสนจะน่ารัก ร่าเริงจริงๆ
เนื้อเรื่องคือ พระเอกเป็นนักบาสอาชีพที่ยังไม่ได้โด่งดังหรือฟอร์มดีมากนัก ส่วนนางเอกเป็นนักไวโอลินที่ตกงาน ได้แต่ทำงานพาร์ทไทม์ แต่เนื่องจากว่าความรักที่จะมุ่งไปสู่ฝัน ก็ทำให้ทั้งพระเอกและนางเอกต่างพยายามไขว่คว้าตามเส้นทางฝันของตน
ทีนี้ บังเอิญว่าสองคนนี้ได้มารู้จักกัน ก็เลยกลายเป็นเพื่อนปรับทุกข์และให้กำลังใจกัน นานวันเข้านางเอกของเราก็หลงรักพระเอกก่อน ซึ่งพระเอกก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่กำลังอยู่ในสถานะคลอนแคลน
ส่วนโค้ชทีมบาสของพระเอกก็ชอบนางเอก และอยู่ในสถานะดูใจกันอยู่
เรื่องนี้จะเน้นความรัก ดังนั้นพล็อตเรื่องหลัก จะเป็นเรื่องความรักอันแสนวุ่นวาย มากกว่าจะโชว์ให้เห็นฉากในสนามบาส หรือการแสดงไวโอลินของนางเอก แต่ก็ยังคงสอดแทรกปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานของคนทั้งคู่ออกมาให้เห็นเรื่อยๆ ทั้งตอนพระเอกเจ็บขาลงแข่งไม่ได้ ตอนมีคู่แข่ง หรืออย่างตอนที่นางเอกโดนลูกค้าที่ร้านอาหารตำหนิเรื่องการเล่นไวโอลิน
ซึ่งเราคิดว่า ปัญหาชีวิตการทำงานที่แทรกเข้ามา ถูกหยิบเข้ามาเป็นปม ให้พระเอกกับนางเอกแก้ไข คือเหมือนกับทำให้เห็นว่า คนรักกันย่อมร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือเมื่อเกิดปัญหาส่วนตัวเข้ามาอีกฝ่ายจะช่วยให้กำลังใจกันอย่างไร
เรื่องนี้ขออวยนางเอกอย่างออกหน้าออกตา น้องเคย์โกะน่ารักน่าหยิกจริงๆ ยิ้มแต่ละทีโลกสดใสเหลือเกิน ชอบอีกอย่างที่ นางเอกดูภายนอกแต่งตัวบุคลิกดี แต่จริงๆกลับไม่มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนเลย ห้องก็รก ในขณะที่เพื่อนสนิทของนางเอก แต่งตัวดูป้าๆไม่โดดเด่น กลับเป็นคนรักความสะอาดเรียบร้อย
ส่วนพระเอกก็ได้หน้าตาหล่อ เหมาะกับบุคลิกชายหนุ่มนิสัยดี พูดน้อย ดูแลครอบครัวที่มีแม่กับน้องสาวเลยทำให้ทำงานบ้านได้ แต่....ถ้าจะแสดงให้ได้อารมณ์กว่านี้จะดีมากเลย
เรื่องนี้ชอบที่สุดก็คือทุกฉากที่พระเอกกับนางเอกเจอกันที่สนามบาสด้านหลังห้องพักนางเอก คืออารมณ์มันจะเหมือนเพื่อนใหม่ที่มาเจอกันแต่มีอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน ทำให้ปรับทุกข์พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ
ขอบอกว่าชอบเพลงประกอบละครเรื่องนี้มาก ชอบเสียงไวโอลินเป็นที่สุด
จริงๆ อยากจะเม้าในรายละเอียดของละครเหมือนกัน แต่มันจะยาวไปขี้เกียจพิมพ์ คนอ่านก็คงขี้เกียจอ่าน ฮ่าๆๆ
สรุปสั้นๆว่าขอแนะนำสาวกซีรีย์ที่ยังไม่เคยดูละครสองเรื่องนี้ รีบหาดูกันนะคะ ดูแล้วจะอิ่มเอิบหัวใจ ยิ้มหวานโลกสดใส และรักในเสียงดนตรี ^ ^
Joe Hisaishi in Budokan - Studio Ghibli 25 Years Concert
ถ้าใครที่เป็นแฟนหนังค่ายนี้ แนะนำว่าให้หาชมและรับฟังเสียให้ได้ เพราะมากๆค่า เราฟังซ้ำๆทุกวันฟังมันทุกเพลง ชอบ Always with me จากเรื่อง spirited away มากที่สุด แต่เพลงนี้ไม่ได้แต่งโดยคุณ Joe ก็เลยไม่มีในคอนเสิร์ตนี้นะคะพอฟังเพลงจากวงออเคสตร้าแล้วก็นึกได้ว่า โอ๊ะมีซีรีย์ญี่ปุ่นที่เราชอบมากๆอยู่สองเรื่อง ลืมพูดถึงไปได้อย่างไรกันนี่
Nodame Cantabile เรื่องนี้เก่าแล้ว สร้างมาจากการ์ตูน เนื้อเรื่องก็ประมาณว่า จิอากิ(พระเอก)ที่เป็นลูกชายนักเปียโน มีความฝันอยากจะเป็นวาทยากรผู้ควบคุมวงออเคสตร้ามาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากประทับใจในตัวนักวาทยากรระดับโลกคนนึง จิอากิมีพรสวรรค์ในด้านการฟังแยกแยะเสียงดนตรี เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เก่งโดยเฉพาะเปียโน
ส่วนโนดาเมะ (นางเอก) มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน แต่อ่านโน๊ตไม่เป็น เล่นโดยอาศัยการจำทั้งนั้น และชอบเล่นตามอารมณ์ตัวเอง ทำให้ออกจะเล่นมั่วอยู่บ่อยๆ
ทีนี้ จิอากิกับโนดาเมะเรียนที่มหาวิทยาลัยด้านดนตรีที่เดียวกัน มีห้องพักอยู่ติดกัน เรื่องวุ่นๆก็เลยเกิดขึ้น
พล็อตเรื่องหลักจะเป็นการแก้ปมปัญหาของพระเอกที่ต้องการเป็นวาทยากร ทั้งที่เขามีความสามารถแต่ไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ได้ เพราะจิอากิกลัวการขึ้นเครื่องบิน แต่พอดีมีวาทยากรระดับโลกอีกคนมาสอนที่มหาวิทยาลัยที่จิอากิเรียน จิอากิก็เลยถือโอกาสนี้อยากเป็นลูกศิษย์ แต่....มันไม่ได้เป็นกันง่ายๆอย่างที่คิดหรอกค่ะ ถึงอย่างนั้นจิอากิก็ได้ฝึกฝนตามเส้นทางของการเป็นวาทยากร ร่วมกับเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยของเขา
ขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้ ซีรีย์ญี่ปุ่นทำมาได้ดีมากนักแสดงที่เป็นตัวเอกทั้งหมด แสดงดีและหน้าตารวมถึงบุคลิกเหมาะกับเนื้อเรื่องมากๆเลย
ส่วนนิสัยของตัวละคร เนื่องจากเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากการ์ตูน ก็จะมีกลิ่นอายความเวอร์แบบการ์ตูนผสมอยู่ อย่างเช่น จิอากิมีนิสัยเย็นชา ขี้โมโห เจ้าระเบียบ แต่โนดาเมะ มีนิสัยตรงกันข้ามกับเขา ห้องของโนดาเมะสกปรกซกมกมาก ถึงขั้นสารพัดแมลงมาอาศัยอยู่ กลิ่นขยะเหม็นเน่า แถมเธอก็ไม่ค่อยอาบน้ำสระผม ชอบขโมยอาหารเพื่อนไปกิน
โนดาเมะ ก็ตื๊อพระเอกสุดฤทธิ์ คือถ้าไม่ได้ลูกตื๊อคงไม่ได้หัวใจพระเอกมาครองอ่ะค่ะ ไม่อยากเล่ารายละเอียดเยอะ แต่อยากบอกว่าถ้าใครชอบละครแนว ให้กำลังใจ พยายามต่อสู้เพื่อฝัน และตลกๆ แนะนำเลย
เพลงที่ใช้ในละครก็เพราะมาก ขนาดเราไม่รู้จักเพลงคลาสสิคสักเพลง พอดูเรื่องนี้ชอบไปเลย
อยากบอกว่า เรื่องนี้เวอร์ชันละครญี่ปุ่น พระเอก นางเอก คู่รักไวโอลิน แคสหน้าตามาได้สวยหล่อน่ารักสมบทบาทมาก คือบทนางเอกกับเพื่อนๆนี่ ถ้าไม่ติ๊งต๊องไม่รั่วมันจะไม่ใช่เลย
เสียดายอย่างเดียว บทหวานระหว่างพระเอกกับนางเอกนี่น้อยมาก เรียกว่าแทบไม่มีเลยก็ได้เหอะ มันเลยไม่ค่อยซึ้งหรือประทับใจในความรักเท่าไหร่ จะไปเน้นความฮา ตลก และมิตรภาพของเพื่อนมากกว่า
เรื่องนี้ชอบการแสดงของนางเอกมาก บวกกับหน้าตาที่น่ารักเป็นทุนเดิม ทำให้เล่นบทโนดาเมะรั่วได้ใจเป็นเอกลักษณ์มากเลย ดูแล้วลงตัวสุดๆ
ปล. ตอนนี้มีเวอร์ชันละครเกาหลีออกมา เพิ่งดูได้ 2 ตอน ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ พระเอกทำผมทรงนี้ไม่หล่อ และนางเอกก็ดูไม่รั่วแบบธรรมชาติ เนื้อเรื่องก็รวบรัดไปหน่อยสำหรับสองตอนแรก เพลงก็ฟังแล้วไม่อินไม่อลังการเท่าเวอร์ชันญี่ปุ่น
Buzzer Beat เรื่องนี้ก็เก่าแล้วเช่นกัน พระเอกหล่อแต่แสดงแข็งไปหน่อย เลยทำให้อารมณ์มันไม่สุดเวลาอยู่ในฉากพีค แต่รวมๆก็ใช้ได้ ที่สะดุดคือนางเอกค่ะ น้องเคย์โกะ เล่นเรื่องนี้ได้น่ารักน่าชัง สวยสมวัยและเหมาะกับบทของหญิงสาวนักไวโอลินที่แสนจะน่ารัก ร่าเริงจริงๆ
เนื้อเรื่องคือ พระเอกเป็นนักบาสอาชีพที่ยังไม่ได้โด่งดังหรือฟอร์มดีมากนัก ส่วนนางเอกเป็นนักไวโอลินที่ตกงาน ได้แต่ทำงานพาร์ทไทม์ แต่เนื่องจากว่าความรักที่จะมุ่งไปสู่ฝัน ก็ทำให้ทั้งพระเอกและนางเอกต่างพยายามไขว่คว้าตามเส้นทางฝันของตน
ทีนี้ บังเอิญว่าสองคนนี้ได้มารู้จักกัน ก็เลยกลายเป็นเพื่อนปรับทุกข์และให้กำลังใจกัน นานวันเข้านางเอกของเราก็หลงรักพระเอกก่อน ซึ่งพระเอกก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่กำลังอยู่ในสถานะคลอนแคลน
ส่วนโค้ชทีมบาสของพระเอกก็ชอบนางเอก และอยู่ในสถานะดูใจกันอยู่
เรื่องนี้จะเน้นความรัก ดังนั้นพล็อตเรื่องหลัก จะเป็นเรื่องความรักอันแสนวุ่นวาย มากกว่าจะโชว์ให้เห็นฉากในสนามบาส หรือการแสดงไวโอลินของนางเอก แต่ก็ยังคงสอดแทรกปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานของคนทั้งคู่ออกมาให้เห็นเรื่อยๆ ทั้งตอนพระเอกเจ็บขาลงแข่งไม่ได้ ตอนมีคู่แข่ง หรืออย่างตอนที่นางเอกโดนลูกค้าที่ร้านอาหารตำหนิเรื่องการเล่นไวโอลิน
ซึ่งเราคิดว่า ปัญหาชีวิตการทำงานที่แทรกเข้ามา ถูกหยิบเข้ามาเป็นปม ให้พระเอกกับนางเอกแก้ไข คือเหมือนกับทำให้เห็นว่า คนรักกันย่อมร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือเมื่อเกิดปัญหาส่วนตัวเข้ามาอีกฝ่ายจะช่วยให้กำลังใจกันอย่างไร
เรื่องนี้ขออวยนางเอกอย่างออกหน้าออกตา น้องเคย์โกะน่ารักน่าหยิกจริงๆ ยิ้มแต่ละทีโลกสดใสเหลือเกิน ชอบอีกอย่างที่ นางเอกดูภายนอกแต่งตัวบุคลิกดี แต่จริงๆกลับไม่มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนเลย ห้องก็รก ในขณะที่เพื่อนสนิทของนางเอก แต่งตัวดูป้าๆไม่โดดเด่น กลับเป็นคนรักความสะอาดเรียบร้อย
ส่วนพระเอกก็ได้หน้าตาหล่อ เหมาะกับบุคลิกชายหนุ่มนิสัยดี พูดน้อย ดูแลครอบครัวที่มีแม่กับน้องสาวเลยทำให้ทำงานบ้านได้ แต่....ถ้าจะแสดงให้ได้อารมณ์กว่านี้จะดีมากเลย
เรื่องนี้ชอบที่สุดก็คือทุกฉากที่พระเอกกับนางเอกเจอกันที่สนามบาสด้านหลังห้องพักนางเอก คืออารมณ์มันจะเหมือนเพื่อนใหม่ที่มาเจอกันแต่มีอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน ทำให้ปรับทุกข์พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ
ขอบอกว่าชอบเพลงประกอบละครเรื่องนี้มาก ชอบเสียงไวโอลินเป็นที่สุด
จริงๆ อยากจะเม้าในรายละเอียดของละครเหมือนกัน แต่มันจะยาวไปขี้เกียจพิมพ์ คนอ่านก็คงขี้เกียจอ่าน ฮ่าๆๆ
สรุปสั้นๆว่าขอแนะนำสาวกซีรีย์ที่ยังไม่เคยดูละครสองเรื่องนี้ รีบหาดูกันนะคะ ดูแล้วจะอิ่มเอิบหัวใจ ยิ้มหวานโลกสดใส และรักในเสียงดนตรี ^ ^
วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557
มาเรียน Logic for Computer Science (4 -- Propositional Logic vs First-Order Logic)
สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาหน้านี้ แนะนำว่าให้อ่าน
ที่นี่ ก่อนนะคะ เอาล่ะที่นี้เราจะมาคุยกันต่อเรื่องว่า ทำอย่างไรเราถึงจะนำเสนอรูปแบบข้อมูลให้อยู่ในรูปที่สามารถนำไปทำ reasoning ได้ ซึ่งก็มีทฤษฎี 2 อย่างที่เราจะพูดถึงคือ Propositional logic และ First-Order logic ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและกระชับ เราจะไม่อธิบายนิยามแต่ละอันไปทีละนิดนะคะ แต่จะชี้ให้เห็นลอจิกทั้งสองรูปแบบ และตอนต่อไปจึงจะเน้นอธิบาย First-Order logic เลยทีเดียว
ก่อนอื่นเรามารู้จักกับคำว่า Formal language กันก่อน ซึ่งก็คือ ภาษาที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้นำเสนอข้อเท็จจริงต่างๆ(arguments) ซึ่งการออกแบบ formal language นี้จำเป็นต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ
1. Lexicon คือ กลุ่มคำศัพท์ที่ใช้ในภาษา
2. Syntax คือ ไวยากรณ์ หรือจะเรียกว่า grammar นั่นเอง
3. Semantic คือการเชื่อมโยงกันระหว่างคำศัพท์กับความหมาย
ดังนั้น ภาษาลอจิก ทั้ง Propositional logic และ First-Order logic ก็จำเป็นที่จะต้องมีทั้งสามส่วนนี้
สมมติว่า เรามีประโยค P= นกแก้วเป็นนก Q=นกทุกตัวสามารถบินได้
ด้วย Propositional logic เราสามารถนำเสนอประโยค P ได้ แต่ไม่สามารถนำเสนอประโยคQ
ในขณะที่ First-Order logic สามารถที่จะนำเสนอได้ทั้ง P และQ
ดังนั้นจะเห็นว่า ปัญหาคือ propositional logic ไม่มีโครงสร้างที่ใช้บ่งบอกปริมาณของนามในประโยค
เรามาพิจารณาโครงสร้างของลอจิกทั้งสองแบบในแต่องค์ประกอบของการออกแบบกันเลยนะคะ
1. Lexicon ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ทั้ง Propositional และ First-order จะสนใจแค่ กลุ่มของ symbols ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการนำเสนอ statements เท่านั้น
2. Syntax มีความแตกต่าง โดยเฉพาะ First-Order logic มีนิยามขององค์ประกอบมากกว่า ดังสรุปในแผนภาพ
Atom คือ statement (ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง)
Formula (Well-formed formula) สามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้จากเงื่อนไข 4 ข้อต่อไปนี้
- Atom อันนึงก็ถือเป็น formula
- ถ้าเรามี formula G ใดๆ แล้ว (~G) ก็เป็น formula เหมือนกัน
- ถ้าเรามี formula สองอันใดๆ แล้ว การนำ formula 2 อันนั้นมาเชื่อมกันด้วย logical connectives (and , or , if, iff ) ก็ถือเป็น formula เช่นกัน
- เราจะสร้าง formula ทั้งหมดได้จากการใช้กฎทั้ง 3 ข้างต้นเท่านั้น
จะเห็นว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ Quantifier ซึ่งจะมีได้สองแบบ คือ for all กับ for some ใช้นำหน้าตัวแปรใดๆ
และ Atom เอง ก็ไม่ใช่แค่ statement เฉยๆ แต่ว่ามีโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อ
Atom ต้องเป็น Predicate ซึ่ง Predicate นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่รับค่า n จำนวนใดๆ และ Predicate เองก็จะทำการ map ค่าไปเป็นคำตอบแค่ จริงหรือเท็จเท่านั้น
ค่าที่จะใส่ลงไปใน Predicate เราเรียกว่า Term ซึ่ง term นั้นสามารถเป็น ค่าคงที่ หรือ ตัวแปร หรือฟังก์ชัน ก็ได้
3. Semantic ในลอจิกส่วนนี้ก็คือ Interpretation นั่นเอง ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างลอจิกทั้งสองแบบ เนื่องจากว่าโครงสร้างไวยากรณ์ก็ไม่เหมือนกัน
Propositional Logic มี formula ที่ถูกสร้างมาจาก Atom ซึ่งเป็นแค่ statement เพราะฉะนั้น เราก็เพียงแค่ใส่ค่า ความจริงให้กับแต่ละ atom ว่า Atom/ Statement นั้นเป็นจริงหรือเท็จ แล้วก็ทำการประมวลผลตามหลักตรรกศาสตร์ธรรมดา
ตัวอย่างเช่น
เรากำหนดให้ มี Atom คือ P , Q โดยที่ P และ Q แทนค่า statement ดังนี้
P= นกแก้วเป็นนก ( A parrot is a bird)
Q=นกบินได้ (A bird can fly)
กำหนดให้ formula G = P ∧ P->Q
และตารางกำหนดค่าความจริงของ Propositional Interpretation คือ
ดังนั้น Interpretation ของ G เมื่อเราให้ค่า P,Q = {T,T} จะได้ผลลัพธ์เป็น T ก็แสดงว่า formula G นี้เป็นจริงสำหรับ interpretation นี้ แต่ถ้าเราให้ค่า P,Q ={F,T} ก็จะได้ว่า G เป็นเท็จ สำหรับ interpretation นี้ (คือให้ว่า นกแก้วไม่เป็นนก , นกบินได้)
First-Order Logic นั้น formula ถูกสร้างมาจาก Atom ที่ซับซ้อน ดังนั้นการทำ interpretation ต้องมีการกำหนดค่า Domain ให้กับตัวแปร(variable) , ค่าคงที่ (constant), ผลลัพธ์ของ function และค่าความจริงของ predicate ร่วมด้วย
จากตัวอย่างข้างต้น
เรากำหนดให้ formula G = (∀x) (P(x) -> Q(x))
ให้ predicate P(x) = x เป็นนก (x is a bird) และให้ Q(x) = x บินได้ (x can fly)
ถ้าเรามี domain D = {นกแก้ว (parrot) , เพนกวิน (penguin)}
และมีตารางค่าความจริงของ predicate ของ First-Order Interpretation คือ
ดังนั้น Interpretation ของ G เมื่อเราให้ค่า x เป็น parrot ผลลัพธ์คือ T->T = T ถ้า x เป็น penguin ผลลัพธ์คือ T-> F = F จะเห็นว่า มีตัวแปร x ตัวนึงใน domain D ให้ผลลัพธ์ interpretation เป็น F ดังนั้นเราจะถือว่า formula G เป็นเท็จสำหรับ interpretation
ทีนี้ก็พอจะเห็นความเหมือนและความแตกต่างของลอจิกทั้งสองแบบอย่างคร่าวๆแล้วนะคะ แนะนำว่าให้อ่านเพิ่มเติมอย่างละเอียดจะดีกว่า หนังสือแนะนำ ที่นี่ นะคะ
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและกระชับ เราจะไม่อธิบายนิยามแต่ละอันไปทีละนิดนะคะ แต่จะชี้ให้เห็นลอจิกทั้งสองรูปแบบ และตอนต่อไปจึงจะเน้นอธิบาย First-Order logic เลยทีเดียว
ก่อนอื่นเรามารู้จักกับคำว่า Formal language กันก่อน ซึ่งก็คือ ภาษาที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้นำเสนอข้อเท็จจริงต่างๆ(arguments) ซึ่งการออกแบบ formal language นี้จำเป็นต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ
1. Lexicon คือ กลุ่มคำศัพท์ที่ใช้ในภาษา
2. Syntax คือ ไวยากรณ์ หรือจะเรียกว่า grammar นั่นเอง
3. Semantic คือการเชื่อมโยงกันระหว่างคำศัพท์กับความหมาย
ดังนั้น ภาษาลอจิก ทั้ง Propositional logic และ First-Order logic ก็จำเป็นที่จะต้องมีทั้งสามส่วนนี้
สมมติว่า เรามีประโยค P= นกแก้วเป็นนก Q=นกทุกตัวสามารถบินได้
ด้วย Propositional logic เราสามารถนำเสนอประโยค P ได้ แต่ไม่สามารถนำเสนอประโยคQ
ในขณะที่ First-Order logic สามารถที่จะนำเสนอได้ทั้ง P และQ
ดังนั้นจะเห็นว่า ปัญหาคือ propositional logic ไม่มีโครงสร้างที่ใช้บ่งบอกปริมาณของนามในประโยค
เรามาพิจารณาโครงสร้างของลอจิกทั้งสองแบบในแต่องค์ประกอบของการออกแบบกันเลยนะคะ
1. Lexicon ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ทั้ง Propositional และ First-order จะสนใจแค่ กลุ่มของ symbols ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการนำเสนอ statements เท่านั้น
2. Syntax มีความแตกต่าง โดยเฉพาะ First-Order logic มีนิยามขององค์ประกอบมากกว่า ดังสรุปในแผนภาพ
Atom คือ statement (ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง)
Formula (Well-formed formula) สามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้จากเงื่อนไข 4 ข้อต่อไปนี้
- Atom อันนึงก็ถือเป็น formula
- ถ้าเรามี formula G ใดๆ แล้ว (~G) ก็เป็น formula เหมือนกัน
- ถ้าเรามี formula สองอันใดๆ แล้ว การนำ formula 2 อันนั้นมาเชื่อมกันด้วย logical connectives (and , or , if, iff ) ก็ถือเป็น formula เช่นกัน
- เราจะสร้าง formula ทั้งหมดได้จากการใช้กฎทั้ง 3 ข้างต้นเท่านั้น
จะเห็นว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ Quantifier ซึ่งจะมีได้สองแบบ คือ for all กับ for some ใช้นำหน้าตัวแปรใดๆ
และ Atom เอง ก็ไม่ใช่แค่ statement เฉยๆ แต่ว่ามีโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อ
Atom ต้องเป็น Predicate ซึ่ง Predicate นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่รับค่า n จำนวนใดๆ และ Predicate เองก็จะทำการ map ค่าไปเป็นคำตอบแค่ จริงหรือเท็จเท่านั้น
ค่าที่จะใส่ลงไปใน Predicate เราเรียกว่า Term ซึ่ง term นั้นสามารถเป็น ค่าคงที่ หรือ ตัวแปร หรือฟังก์ชัน ก็ได้
3. Semantic ในลอจิกส่วนนี้ก็คือ Interpretation นั่นเอง ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างลอจิกทั้งสองแบบ เนื่องจากว่าโครงสร้างไวยากรณ์ก็ไม่เหมือนกัน
Propositional Logic มี formula ที่ถูกสร้างมาจาก Atom ซึ่งเป็นแค่ statement เพราะฉะนั้น เราก็เพียงแค่ใส่ค่า ความจริงให้กับแต่ละ atom ว่า Atom/ Statement นั้นเป็นจริงหรือเท็จ แล้วก็ทำการประมวลผลตามหลักตรรกศาสตร์ธรรมดา
ตัวอย่างเช่น
เรากำหนดให้ มี Atom คือ P , Q โดยที่ P และ Q แทนค่า statement ดังนี้
P= นกแก้วเป็นนก ( A parrot is a bird)
Q=นกบินได้ (A bird can fly)
กำหนดให้ formula G = P ∧ P->Q
และตารางกำหนดค่าความจริงของ Propositional Interpretation คือ
ดังนั้น Interpretation ของ G เมื่อเราให้ค่า P,Q = {T,T} จะได้ผลลัพธ์เป็น T ก็แสดงว่า formula G นี้เป็นจริงสำหรับ interpretation นี้ แต่ถ้าเราให้ค่า P,Q ={F,T} ก็จะได้ว่า G เป็นเท็จ สำหรับ interpretation นี้ (คือให้ว่า นกแก้วไม่เป็นนก , นกบินได้)
First-Order Logic นั้น formula ถูกสร้างมาจาก Atom ที่ซับซ้อน ดังนั้นการทำ interpretation ต้องมีการกำหนดค่า Domain ให้กับตัวแปร(variable) , ค่าคงที่ (constant), ผลลัพธ์ของ function และค่าความจริงของ predicate ร่วมด้วย
จากตัวอย่างข้างต้น
เรากำหนดให้ formula G = (∀x) (P(x) -> Q(x))
ให้ predicate P(x) = x เป็นนก (x is a bird) และให้ Q(x) = x บินได้ (x can fly)
ถ้าเรามี domain D = {นกแก้ว (parrot) , เพนกวิน (penguin)}
และมีตารางค่าความจริงของ predicate ของ First-Order Interpretation คือ
ดังนั้น Interpretation ของ G เมื่อเราให้ค่า x เป็น parrot ผลลัพธ์คือ T->T = T ถ้า x เป็น penguin ผลลัพธ์คือ T-> F = F จะเห็นว่า มีตัวแปร x ตัวนึงใน domain D ให้ผลลัพธ์ interpretation เป็น F ดังนั้นเราจะถือว่า formula G เป็นเท็จสำหรับ interpretation
ทีนี้ก็พอจะเห็นความเหมือนและความแตกต่างของลอจิกทั้งสองแบบอย่างคร่าวๆแล้วนะคะ แนะนำว่าให้อ่านเพิ่มเติมอย่างละเอียดจะดีกว่า หนังสือแนะนำ ที่นี่ นะคะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
วันนี้เหม็นกลิ่นน้ำส้มสายชูควันไม้มาก คือว่าที่ห้องเนี่ยจะมี "มด" มาเที่ยวหาตลอด ไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ตาม รักกันมาก เอาแป้งฝุ...
-
ที่มาภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/Spirited_Away Spirited Away เรื่องนี้ถ้าแปลตามตัวก็คือเรื่องจิตวิญญาณที่หายไป แต่ว่าชื่อในภาษาญี่ป...
-
สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาหน้านี้ แนะนำว่าให้อ่าน ที่นี่ ก่อนนะคะ เอาล่ะที่นี้เราจะมาคุยกันต่อเรื่องว่า ทำอย่างไรเราถึงจะนำเสนอรูปแบบข้อมูลให้...




